Culture Shock ภาวะที่เกิดขึ้นได้ในการเข้าสู่วัฒนธรรมใหม่ *

Culture Shock

ภาวะที่เกิดขึ้นได้ในการเข้าสู่วัฒนธรรมใหม่

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

การที่บุคคลหนึ่งไปอยู่ในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างจากวัฒนธรรมเดิมที่คุ้นเคย ก็อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Culture Shock  ได้ โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน ในขั้นแรกนั้นเรียกว่า Honeymoon Phase  หรือหากจะเรียกว่า ช่วงเห็นดีเห็นงามคงไม่ผิดนัก เพราะเหมือนกับการฮันนีมูนที่เราจะเห็นแต่ความสวยงาม ราบรื่นไปเสียทุกอย่างจนไม่อาจเห็นข้อบกพร่องเลย หรือจะเรียกว่า “อาการเห่อ” ก็ได้ เช่น  มองว่าบ้านเมืองเขาสะอาด น่าอยู่  มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ สถานที่ท่องเที่ยวน่าเยี่ยมเยือน อาหารก็น่ารับประทานไปเสียหมด เป็นต้น ส่วนระยะต่อมาเรียกว่า Negotiation Phase หรือ Culture Shock Phase โดยจะเกิดขึ้นหลังจากผ่านช่วง Honeymoon Phase ไปเพียงไม่นาน ผู้ที่เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมใหม่จะเกิดการเปรียบเทียบวัฒนธรรมใหม่กับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน โดยมองวัฒนธรรมใหม่ในเชิงลบ เช่น ผู้คนขาดความเป็นมิตร หยาบคาย รู้สึกแปลกแยก รู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคม ในช่วงนี้จะเกิดภาวะอารมณ์แปรปรวนมากเป็นพิเศษ มีอาการวิตกจริตและซึมเศร้าร่วมด้วย หลายคนถึงกับเก็บตัวอยู่ที่ห้องและมีอาการคิดถึงบ้าน (Homesick)  เช่นนักเรียนแลกเปลี่ยนหลายคนที่สอบชิงทุนเพื่อเดินทางมาเรียนที่ประเทศต่างๆ และต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนจะมีความรู้สึกว้าเหว่ โดดเดี่ยว รู้สึกเหมือนไม่มีใครอยู่เคียงข้าง สูญเสียความมั่นใจในตนเอง จนกระทั่งเกิดการเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกมาพบปะผู้คน รู้สึกว่าผู้คนในวัฒนธรมนั้นๆ ไร้การปฏิสัมพันธ์ต่อกัน บางรายจะมีอาการไม่อยากอาหารเลยและมีอาการซึมเศร้า ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล แม้จะโชคดีที่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ได้ก่อตั้ง Facebook สังคมออนไลน์ที่ทำให้คนไกลบ้านได้รู้สึกใกล้ชิดกับครอบครัวและเพื่อนๆ บ้าง แต่ก็จะยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกถวิลหาสังคมเดิมๆ ที่เคยอยู่ เคยไป โดยอาการนี้อาจเป็นอยู่ประมาณ 3-6 เดือน อาจนานกว่าหรือใช้เวลาน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละคน  แต่ถ้ามีเพื่อนซึ่งเผชิญชะตากรรมเดียวกัน แบ่งปันทุกข์สุขร่วมกัน อาการ Homesick ที่ว่านี้ก็จะหายเร็วขึ้น แต่ถ้าใครที่มาแบบฉายเดี่ยวก็จะรู้สึกโดดเดี่ยวมากหน่อย แต่ให้ลองเปิดใจและผูกมิตรกับบุคคลรอบข้างดู พยายามพาตัวเองออกมาจากห้องเดินสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ให้เกิดความคุ้นเคย อย่าปล่อยให้ “ความกลัว” กลายเป็นอุปสรรคและเป็นสิ่งที่กำหนดการใช้ชีวิตของเรา หลังจากหมดระยะนี้ก็จะมาถึงระยะสุดท้ายที่เริ่มปรับตัวได้ คือ Adjustment Phase ซึ่งผู้ที่เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมใหม่จะเริ่มปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและสังคมนั้นๆ อย่างไร้อคติ และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้  แต่เมื่อกลับไปยังประเทศบ้านเกิดตัวเองก็สามารถเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า  Reverse Culture Shock  ที่เมื่อเกิดความเคยชินกับวัฒนธรรมและสังคมใหม่แล้ว เมื่อกลับมาสู่วัฒนธรรมเก่าก็กลับรับไม่ได้กับสังคมบ้านเกิดตนอีกต่อไป เช่น รู้สึกไม่ชอบรสชาติอาหารแบบเดิม ไม่ชอบความไร้ระเบียบของผู้คนและความสกปรกของถนนหนทาง เป็นต้น แต่หากบุคคลนั้นมีความคิดที่ว่า “โลกคือบ้าน” กล่าวคือชอบเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่แปลกใหม่ ปรับตัวเข้าไปผู้คนง่าย อยู่ที่ไหนก็ได้ ปรากฏการณ์ Culture Shock จะเกิดน้อยลงจนถึงไม่เกิดเลย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s