โรคคาโรชิ (Karochi Syndrome) : โรคร้ายที่พ่วงมากับวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น *

โรคคาโรชิ (Karochi Syndrome)
โรคร้ายที่พ่วงมากับวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น

โดย ศิรตะัวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

นอกจากโรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ที่เป็นโรคประจำของเหล่าพนักงานออฟฟิศ ที่มักนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จนเกิดอาการปวดคอ ปวดไหล่ ปวดกล้ามเนื้อแล้ว ยังมีโรคอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า โรคคาโรชิ (Karochi Syndrome) ซึ่งแปลว่า การเสียชีวิตที่เกิดจากการทำงานอย่างหนัก (Death from overwork) ใครที่คิดว่างานหนักไม่เคยฆ่าคน เห็นทีคงต้องย้อนถามตัวเองใหม่ว่า จริงหรือไม่ เพราะโรคนี้เป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตทีเดียว  แม้โรคนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในประเทศไทย แต่โรคดังกล่าวโด่งดังมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ถือเป็นต้นกำเนิดของโรค เพราะหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นซึ่งพินาศย่อยยับจากบาดแผลที่ประเทศสหรัฐอเมริกาฝากไว้  ได้ร่วมกันฟื้นฟูประเทศโดยการมุมานะทำงานอย่างหนัก จนส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นก้าวผ่านอดีตมาสู่ปัจจุบันที่รุ่งเรืองได้ภายในระยะเวลาไม่นาน แต่ธุรกิจที่ขยับขยายเติบโตโดยเร็วเช่นนี้ก็ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของคนในประเทศที่ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน และถึงแม้จะผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มานานแล้ว แต่คนญี่ปุ่นก็ยังสืบทอดค่านิยมเช่นนี้มาถึงยุคปัจจุบัน วัฒนธรรมในการทำงานก็ยังคงความสาหัสสากรรจ์อยู่ เพราะคนญี่ปุ่นมีทัศนคติที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน คือ การยอมทำงานหนักเพื่อองค์กร ทั้งยังอุทิศตนไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน แต่เป็นเพื่อผลประโยชน์โดยรวม  หากผู้ใดคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ก็ถือเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท ด้วยวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น พวกเขาให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมมากกว่าตัวบุคคล (Team Orientation)  เรามักได้ยินชื่อบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นมากกว่าชื่อของชาวญี่ปุ่นที่ถือครองลิขสิทธิ์ทางความคิดของตัวเอง   ถ้าเราคิดเทียบกับประเทศอเมริกาที่ค่อนข้างถือลิขสิทธิ์และสิทธิส่วนบุคคล เมื่อคิดค้นอะไรได้ก็จะเป็นลิขสิทธิ์ของคนๆ นั้น เพราะเขามีค่านิยมแบบปักเจกนิยม (Individualism) แต่สังคมญี่ปุ่นมีค่านิยมแบบอิงกลุ่ม (Collectivism) ค่อนข้างสูง  กล่าวคือ บุคคลจะมองว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงมีความปรารถนาที่จะให้คนอื่นยอมรับตน ฉะนั้นจึงให้ความสำคัญกับองค์กรมากกว่าตนเอง และมีความผูกพันและความจงรักภักดีต่อองค์กร (Employee engagement)  การมีผลงานที่มีคุณภาพและนำมาซึ่งการยอมรับจากองค์กรก็ถือเป็นส่วนสำคัญของชีวิตพวกเขา และเมื่อบริษัทญี่ปุ่นส่วนมากจะไม่ค่อยมีการไล่พนักงานออก การจ้างงานส่วนมากจะเป็นไปในลักษณะการจ้างงานตลอดชีพ พนักงานจึงไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเสถียรภาพความมั่นคงใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อหมดความกังวลในส่วนนี้ พนักงานแต่ละคนในองค์กรจึงสามารถอุทิศเวลาแทบทั้งหมดในชีวิตตน โดยการพยายามอย่างหนักเพื่อขับเคลื่อนองค์กรของตัวเองให้ก้าวหน้าไปสู่ความเป็นหนึ่ง และช่วยกันขยับขยายธุรกิจของประเทศให้เติบโต

จากวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น เราจะเห็นได้ว่า  การทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย ถือเป็นเรื่องธรรมดา และการทำงานจนดึกดื่นเลยเวลาเลิกงานตามปกติก็ถือเป็นเรื่องแสนธรรมดายิ่งกว่า  จะเห็นได้จากชาวญี่ปุ่นที่มักอยู่ทำงานดึกแม้ไม่ได้โอที (Overtime) แต่พวกเขาก็ยังทุ่มเท ส่วนคนที่กลับบ้านตรงเวลาจะถูกมองในเชิงลบว่า เป็นบุคคลที่ไม่ทุ่มเทให้กับองค์กร ดังนั้นองค์กรก็ไม่จำเป็นต้องมีเขาอยู่ก็ได้ สำหรับชาวญี่ปุ่นตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน เขาจะละทิ้งตัวตนแบบเดิมๆ ไป ใครที่เคยเหลวไหลเกเร ทำตัวแบบเด็กๆ แต่งตัวฟูฟ่าตามแฟชั่น ก็จะเปลี่ยนมาเป็นเสื้อเชิ้ตแบบเรียบๆ ใส่สูท ผูกไทด์ ตัดผมเรียบร้อย พร้อมที่จะทำงานและพบปะลูกค้า พวกเขาจะมีความเชื่อว่า ชีวิตคือการทำงาน การทำงานหนักจะทำให้ชีวิตมีความหมาย ดังนั้นจึงไม่มีคำว่า Work Hard , play harder. สำหรับชาวญี่ปุ่น แต่คงเป็น Work hard, and work harder เสียมากกว่า จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคนญี่ปุ่นสุขภาพทรุดโทรมกันนัก เพราะพวกเขาไม่ใช่คนบ้างานธรรมดาๆ แต่โหมงานหนักชนิดที่ไม่ยอมพักผ่อนจนกระทั่งเสียชีวิตเลยทีเดียว

ด้านอาการแรกเริ่มของโรคคาโรชิจะคล้ายคลึงกับโรคออฟฟิศซินโดรมทุกอย่าง คือ มีอาการปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดหลัง  ปวดไหล่ และอาการอ่อนเพลีย  แต่ผู้ที่เป็นโรคคาโรชิจะมีความผิดปกติทางอารมณ์ด้วย บางครั้งเราจึงพบผู้ป่วยโรคนี้มีอาการเกรี้ยวกราด และแสดงความรุนแรงทางอารมณ์ในเรื่องที่ไม่ควรแสดงออก เช่น ถ้ามีคนทำเสียงดังเพียงนิดเดียว รบกวนการทำงานของเขา เขาก็พร้อมจะสาดอารมณ์ใส่บุคคลนั้นเต็มที่  นอกจากนี้ผู้ป่วยจะเพิกเฉยด้านความต้องการส่วนตัว สุขอนามัยหรือการรักษาความสะอาดขั้นพื้นฐาน การดูแลตนเอง การดูแลสุขภาพร่างกาย บางคนจะไม่ยอมทานอาหารเลยจนกว่างานจะสำเร็จลุล่วง และเริ่มตัดความสัมพันธ์ทางสังคมและครอบครัวออกไปทีละน้อย จนกระทั่งชีวิตของเขาเหลือแต่การงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และผู้ที่ป่วยโรคนี้เมื่ออาการหนักเข้าก็จะเสียชีวิตจากภาวะที่มีความเครียดสูงจนเส้นโลหิตในสมองแตก หัวใจวาย อาการขาดอาหาร และพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งล้วนมาจากการดำเนินวิถีชีวิตแบบผิดๆ จนสุขภาพร่างกายย่ำแย่เพราะใช้งานอย่างหนักซึ่งอัตราผู้เสียชีวิตในประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับอายุคนเสียชีวิตที่น้อยลงทุกที

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s