Life is Beautiful – “ในความงดงามของชีวิต”

Life is Beautiful

“ในความงดงามของชีวิต”

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว 

                ก่อนที่ฉันจะเริ่มชมภาพยนตร์เรื่อง “Life is Beautiful” หรือในชื่อภาษาไทยว่า “ยิ้มไว้ โลกนี้ไม่มีสิ้นหวัง” นั้น ฉันได้ยินคนรอบตัวหลายคนกล่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เรียกน้ำตาจากผู้ชมได้มากมายซึ่งตัวฉันเองไม่ค่อยจะชอบชมภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับสภาพชีวิตในช่วงสงครามโลกสักเท่าใดนักเพราะมันมักจะมีแต่ความเศร้าสร้อยและส่งผลให้ฉันหดหู่ไปเป็นวันๆ ยกตัวอย่างเช่นภาพยนตร์เรื่อง “The Pianist” ซึ่งฉันยอมรับว่าเป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งแต่ก็สะท้อนภาพที่น่าเศร้าในช่วงสงครามโลก ภาพมนุษย์ที่ถูกทรมานเพียงเพราะอคติทางเชื้อชาติ ฉันไม่สามารถทนมองภาพชาวยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยทหารเยอรมันคิดว่าเป็นเพียงการเล่นสนุกได้เลย อย่างไรก็ตามเมื่อฉันรวบรวมความกล้าและหยิบภาพยนตร์เรื่องนี้มาชมก็พบกับประโยคเริ่มเรื่องที่น่าสนใจว่า “นี่คือเรื่องราวง่ายๆ แต่ไม่ง่ายที่จะเล่า ดั่งนิทานมีส่วนที่เศร้า และดั่งนิทานมีส่วนที่มหัศจรรย์และสุขสม” ในที่สุดฉันก็พบว่าเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้ผิดจากที่ฉันคาดไว้มาก แม้จะดำเนินเรื่องในช่วงสงครามโลกแต่ก็มิได้ให้รายละเอียดของความโหดร้ายและการนองเลือดเลย ในทางกลับกันยังชี้ให้เห็นความงดงามของชีวิตอีกด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ดำเนินเรื่องในช่วงที่เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำจอมเผด็จการแห่งลัทธิฟาสซิสม์กำลังเรืองอำนาจและปกครองประเทศอิตาลี จึงไม่น่าแปลกที่จะพบบางฉากที่เต็มไปด้วยความคิดยกย่องชาติพันธุ์ของตนว่าเหนือกว่าผู้อื่นเช่นฉากที่ลุงของตัวละครเอกซึ่งเป็นยิวโดนทำร้ายโดยชายหัวรุนแรง ฉากที่ม้าถูกพ่นสีเป็นคำว่า “ระวังม้ายิว” ฉากในโรงเรียนประถมที่กุยโด ปลอมตัวเข้าไปพูดถึงทฤษฎีเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ หรือแม้แต่ฉากบนโต๊ะอาหารที่พวกคุณหญิง คุณนายคุยกันเรื่องข้อสอบของเด็ก 7 ขวบในเยอรมันที่ว่าด้วยการกำจัดชนชั้นล่างและคนที่ไร้สมรรถภาพออกไปจากสังคมเพื่อที่รัฐบาลจะได้ไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากในการเลี้ยงดูและคงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ที่สูงส่งเท่านั้น ในตอนแรกความคิดพวกนี้ยังไม่รุนแรงมากนักจนกระทั่งเริ่มมีการตั้งกฎเกิดขึ้นในสังคม เช่น ตอนที่โจชัว ลูกชายของกุยโดพบข้อความติดอยู่หน้าร้านค้าว่า “ห้ามคนยิวและสุนัขเข้าร้าน”  เป็นต้น ถึงแม้จะมีเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่หนักอึ้งเหมือนกับภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงครามโลกเรื่องอื่นๆ เพราะผู้ชมจะถูกดึงให้เพลิดเพลินใจไปกับบุคลิกของตัวละครเอกนามว่า “กุยโด” ไม่ว่าจะเป็นกิริยาท่าทาง ลักษณะการพูด วิธีคิดและการมองโลกล้วนแต่เป็นไปในแง่ที่ดีงามทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะมีป้ายหน้าร้านค้าจำนวนมากที่เขียนว่าห้ามคนยิวเข้า ดังที่เคยกล่าวมาข้างต้น แต่กุยโดกลับมีอารมณ์ขันมากพอที่จะเขียนป้ายหน้าร้านตัวเองไว้ว่า    “ร้านคนยิว” นอกจากนี้เขายังใช้อารมณ์ขันและลูกเล่นที่แพรวแพรวเอาชนะใจ “ดอร่า” เจ้าหญิงของเขาจนได้

แนวคิดของโชเพนเฮาเออร์ นักปรัชญาชาวเยอรมันกับประโยคเด็ดของเขาที่ว่า “ฉันเป็นอย่างที่อยากจะเป็น หากตั้งใจจริง ทุกสิ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น” ถูกใส่มาในภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมีเหตุผลซึ่งสอดรับกับแนวคิดที่คล้ายกันคือ “โลกคือ ความคิดของฉัน” (The World is my idea.) ซึ่งหมายความว่า โลกจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความคิดของผู้มอง โจชัวมีความคิดและวิธีการมองโลกในรูปแบบที่สวยงามเสมอดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต เขายังสามารถปรับสภาพจิตใจและรับมือกับทุกอย่างได้เป็นอย่างดี อาจเพราะเขารู้ว่าทุกคนที่เป็นชาวยิวต้องประสบเคราะห์กรรมอันโหดร้ายนี้อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้และเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงความคิดหรือล้มเลิกอคติในการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์  สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงการปรับเปลี่ยนความคิดของตนเองเท่านั้น หากกุยโดมิได้มีความคิดที่วิเศษเช่นนี้  ชีวิตที่ค่ายกักกันคงจะเป็นชีวิตที่โหดร้ายและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นแต่กุยโดกลับทำให้ชีวิตที่นั่นเป็นความสนุกสนานแทน เขาแสดงบทบาทความเป็นพ่อและสามีที่ดีในการดูแลปกป้องลูกและภรรยาทั้งยังปลูกฝังความหวัง ความคิดและการมองโลกแง่งามแก่ลูกของเขา คำโกหกของกุยโดเป็นคำโกหกที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความเสียสละและความปรารถนาดีต่อผู้เป็นลูกทั้งสิ้น กุยโดใช้จินตนาการในการสร้างโลกแบบที่เขาอยากให้เป็นเพื่อลูกชายของเขา กุยโดกล่าวกับลูกว่า ทุกอย่างที่นี่มันเป็นแค่เกมๆหนึ่งที่ผู้ชนะจะได้รางวัลเป็นรถถังของจริง  แต่ต้องทำคะแนนให้ได้ถึงพันแต้มก่อน ฉันคงไม่อาจตัดสินว่าการโกหกของกุยโดนั้นถูกหรือผิด แต่ฉันว่ามันเป็นถ้อยคำที่บรรจุความหมายไว้มากมาย อย่างที่เรารู้กันว่าคนยิวเป็นคนฉลาด   สารอย่างหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้คือทำให้เรามองภาพกุยโดซึ่งเป็นชาวยิวว่าเป็นคนที่ฉลาด มีวาทศิลป์ในการพูดและรู้จักใช้สติปัญญารวมถึงไหวพริบของตนในการแก้ไขปัญหา หากเขาไม่โกหกและคิดค้นเกมนี้ขึ้นมา เขาอาจจะสูญเสียลูกไปตลอดกาล ดังนั้นกุยโดจึงเลือกที่จะโกหกเพียงเพราะต้องการสร้างความหวังรวมถึงความหมายในการดำรงอยู่ของลูกชายทั้งยังเป็นการปกป้องชีวิตของโจชัวไปด้วย เขายอมเสี่ยงเสนอตัวไปเป็นล่ามแปลภาษาเยอรมันทั้งๆที่ไม่มีความรู้ในภาษาเยอรมันเลย แต่ก็ต้องการให้ลูกเชื่อมั่นในเกมเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยปกป้องลูกของเขาทั้งทางร่างกายและจิตใจจากความโหดร้ายของสงคราม  หากกุยโดเลือกบอกความจริงแก่ลูก เหตุการณ์คงจะเปลี่ยนไปกว่านี้มาก เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความหวาดกลัวแก่ลูกของเขายังเป็นการสร้างบาดแผลในหัวใจของลูกถึงแม้ว่าจะรอดชีวิตไปแต่ก็คงเป็นความทรงจำในวัยเด็กที่ไม่น่าอภิรมย์สักเท่าใดนัก ภาพยนตร์ดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนถึงฉากสุดท้ายในชีวิตของกุยโดซึ่งฉันคิดว่าผู้กำกับมิได้มีเจตนาให้เรามองเห็นความโหดร้ายหรือการนองเลือด  เมื่อกุยโดจบชีวิตลง เราจึงได้ยินเพียงเสียงปืนและทหารที่เดินออกมาเพียงลำพัง แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราซึ่งเป็นผู้เฝ้าดูเหตุการณ์รู้สึกใจหายและทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครอันเป็นที่รัก และยิ่งนึกย้อนไปในช่วงก่อนนั้นเพียงไม่กี่นาที กุยโดยังหันมามองที่ตู้ซึ่งเป็นที่ซ่อนตัวของลูกชายแล้วเดินท่าทางประหลาดๆ พร้อมกับหันมายิ้มอย่างสดใสให้ลูก จนถึงวินาทีสุดท้ายเขาก็ยังเลือกที่จะแสดงให้ลูกเห็นว่าความงดงามของชีวิตยังมีอยู่จริงๆ เพียงแค่ลูกของเขารอดชีวิตไป ผู้เป็นพ่อก็ย่อมพอใจแล้ว กุยโดแสดงบทบาทความเป็นพ่อได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด นี่แหละวาระสุดท้ายในชีวิตของชายผู้ยืนหยัดที่จะมองโลกในแง่งาม ท้ายที่สุดโจชัวได้กลับคืนสู่อ้อมแขนของแม่อีกครั้ง เขาคือผู้ชนะในเกมนี้ เกมที่พ่อได้เสียสละและใช้ทั้งชีวิตทุ่มเทลงไป สิ่งที่โจชัวได้รับจึงมีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด เพราะมันคือการที่เขายังได้มีชีวิตต่อไป นี่แหละของขวัญชิ้นเยี่ยมที่ผู้เป็นพ่อมอบให้แก่ลูก

ฉันคิดว่าภาพยนตร์เรื่อง Life is beautiful นี้เป็นภาพยนตร์ที่เราควรจะได้ดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะเป็นภาพยนตร์ที่มีครบทุกอารมณ์และความรู้สึก สามารถทำให้เราร้องไห้และหัวเราะไปพร้อมๆกันได้เราได้เรียนรู้วิธีการมองโลกผ่านตัวละครซึ่งมองโลกอย่างเปี่ยมไปด้วยจินตนาการและความหวังอย่างแท้จริง เพราะชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ ในชีวิตคนเราจึงต้องพบพานทั้งเรื่องราวที่โศกเศร้าและสุขซึ้งอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แม้จะเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสแต่ก็ต้องก้าวเดินต่อไป ที่สุดแล้วเราต้องอย่าลืมว่าทุกสิ่งขึ้นอยู่กับความคิดของเราทั้งสิ้น หากอยากให้โลกงาม        จงมองโลกในแง่งามและยิ้มเอาไว้ในขณะที่สองขายังยืนหยัดอยู่บนโลก

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s