Journal 9 ความแตกต่างระหว่าง Shame Culture และิ Guilt Culture *

Journal 9

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

เข้าสู่เนื้อหาที่ลึกลงไปเรื่อยๆ สำหรับวิชาภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมซึ่งแสดงให้เราเห็นแล้วว่า “วัฒนธรรม “ อยู่ใกล้ชิดเรา ยิ่งศึกษา ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งได้รับ อย่างที่อาจารย์กล่าวกับเราว่า“ วัฒนธรรมไม่ได้มีเพียงเปลือกนอก” ซึ่งพวกเรามีความพร้อมและความพยายามอย่างมากที่จะกระเทาะเปลือกวัฒนธรรมเข้าไป ให้ถึง “แก่น” ของวัฒนธรรม

ครั้งนี้ พิชชานันท์และวิศธิภัทร เป็นผู้เริ่มกระเทาะเปลือกวัฒนธรรมระหว่างวัฒนธรรมที่มีความละอายเป็นฐาน (Shame Culture) และวัฒนธรรมที่มีความรู้สึกผิดเป็นฐาน (Guilt Culture) บุคลิกของคนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีความละอายเป็นฐานจะเป็นไปในทิศทางที่ “ อยากให้ผู้อื่นมองว่าเราเป็นคนดี ” ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยซึ่งถือเป็นเมืองพุทธ เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็กในหลักธรรมเรื่อง “ หิริโอตัปปะ” เรา ต้องยับยั้งชั่งใจ เนื่องจากมีความละอายต่อบาป ส่วนสาเหตุที่เกิดคำว่าหิริโอตัปปะนี้ ล้วนแต่เกิดจากการคำนึงถึงผู้อื่นทั้งสิ้น เช่น เราจะคำนึงถึงครอบครัวคำนึงถึงชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล สนใจความรู้สึกของผู้อื่น รักษาภาพพจน์ตน และเป็นวัฒนธรรมที่อิงกลุ่ม ( Collectivism ) จาก สังคมไทย มาสู่สังคมตะวันตก ในประเทศอเมริกาซึ่งมีวัฒนธรรมที่มีความรู้สึกผิดเป็นฐาน คือ คนจะเลือกหรือไม่เลือกทำสิ่งใดจะเกิดจากจิตใต้สำนึกของคนๆนั้น เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมแบบปัจเจกบุคคล ( Individualism) ทั้งนี้เพราะ เขากล้าพูดและกล้าปกป้องตนเองมาก ในกรณีเช่นชายคนหนึ่งไม่ได้ฆ่าคน แต่ถูกมองว่าเป็นฆาตกรเขา จะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนอย่างเต็มที่ทันที อย่าลืมว่าคนอเมริกันมีความเป็นสิทธินิยม เขาจะยืนกรานว่าตนไม่ได้ทำและทนายก็จะมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ในชั้นศาล ขณะที่คนไทยเมื่อถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นฆาตกรทั้งๆที่ยังไม่ได้กระทำผิดก็ ก่อให้เกิดความอับอายต่อตนเองและวงศ์ตระกูล ลูกของชายคนนั้นไม่พ้นถูกเรียกว่า ลูกฆาตกร จน มีความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับเป็นจำเลยของสังคมและยากที่ต่อสู้เพื่อตนเอง ดังนั้นเราจะเห็นว่า ประเทศไทยมีกรณี แพะรับบาปเกลื่อนที่เดียว มาในเรื่องที่เพื่อนยกตัวอย่างกันบ้าง อย่างเรื่องการขับรถ เมื่อมีสัญญาณไฟแดง ข้อปฏิบัติของผู้ใช้รถคือต้องหยุด แต่ในความเป็นจริง เราจะเหยียบคันเร่งสุดแรงเกิด แซงกันสุดความสามารถ เพื่อให้พ้นไฟแดงไป เรารู้ว่าผิดกฏหมายแต่เพราะเรามีรากฐานมาจากความละอาย เมื่อเราไม่รู้สึกละอายและคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหน้าอะไร ใครๆก็ทำกัน จึงเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนบ่อยครั้ง ผิดกับประเทศอเมริกาซึ่งจะหยุดรถทันที ตรงนี้ยังแสดงถึงวินัยในการขับขี่อีกด้วยและนี่คือความแตกต่างในภาพรวมของวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้เกิดจากการเหมารวมแต่อย่างใด ถึงแม้เราจะทราบว่าในสังคมหนึ่งๆ จะมีทั้งวัฒนธรรมแบบ Shame และ Guiltผสมกันตามอุปนิสัย เอกลักษณ์ และพฤติกรรมของบุคคล แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เรามาจากวัฒนธรรมใด ย่อมมีบริบทของวัฒนธรรมนั้นครอบอยู่ เปรียบเหมือนเรากางร่มสีแดง ถึงภายในของร่มจะมีสีขาว แต่ภาพสะท้อนของร่มคันนั้นจากสายตาผู้อื่นก็ปรากฏเป็น สีแดง อยู่ดี

สำหรับเรื่องใกล้ตัวที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม Guilt Culture และ Shame Culture ในรูปแบบของฉันมีมากมาย แต่ฉันขอยกเรื่องนี้มาเล่าเพราะเป็นเรื่องที่ฉันสังเกตมานานและประสบมาเป็นระยะ ก่อนอื่นฉันขอถามก่อนว่า ใครเคยได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีจากพนักงานขายบ้าง ลองมาดูเหล่าบีเอหน้าสวยตามเคาเตอร์เครื่องสำอางแบรนด์ดังดูสิ เชื่อไหมว่า บางแบรนด์นำจุดอ่อนของคนที่อยู่ในวัฒนธรรมที่ถือความละอาย ( Shame Culture ) มาเป็นเครื่องมือครั้ง หนึ่งฉันได้ติดสอยห้อยตามเพื่อนซึ่งมีความรักสวยรักงามเป็นพิเศษไปเคาเตอร์ เครื่องสำอางแห่งหนึ่ง ในตอนแรกบีเอหรือพนักงานขายที่ยืนอยู่บริเวณนั้น ก็ดูเชิงพวกเราอยู่เงียบๆ โดยที่ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ภาษากายของเธอไม่ได้บ่งบอกว่าเธออยากจะบริการเพื่อนของฉัน สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย จนฉันอดสงสัยไม่ได้ว่านี่เธอถูกบังคับมายืนขายหรือเธอเต็มใจมาขายของเองกัน แน่ ทันทีที่เธอเดินมาประกบเพื่อนฉัน คำแรกที่เธอกล่าวคือ “จะมาเอาของฟรีเหรอคะ หมดแล้วละ มีคนแบบคุณเอาไปเยอะเลย เหลือแต่ของจริงแล้วค่ะ” จากการใช้ภาษา น้ำเสียง สายตา รวมถึงท่าทางของบีเอทำ ให้ฉันต้องมองหน้าเธอ พลางคิดว่า นี่เป็นวิธีส่งเสริมการขายที่แปลก แต่ขณะเดียวกันก็ฉลาด รู้จักใช้จิตวิทยาโจมตีจุดเปราะบางซึ่งเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ใช้วิธียั่วโมโหลูกค้า พูดเชิงดูถูก ทำให้เราเกิดความละอาย และวิธีนี้ยั่วโมโหลูกค้าเชิงดูถูกว่าลูกค้าคงไม่มีปัจจัยพอที่จะซื้อนี่แหละ ทำให้ลูกค้าเกิดความละอายและต้องการรักษาหน้าของตน( face-saving)  ในกรณีนี้เพื่อนของฉันหลงกลเข้าเต็มๆ แม้ฉันจะบอกเธอว่า “ท่องไว้ๆ ความสวยไม่จีรัง ความงั่งสิถาวร ไม่ต้องซื้อหรอก เดี๋ยวได้กินแกลบเป็นอาหารหลักพอดี”  แต่ อย่างที่เรารู้กันอยู่ ไม่มีใครชอบโดนดูถูกหรอกค่ะ และเมื่อเราถูกดูถูก เราก็จะทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายคิดนั้นผิด ด้วยอารมณ์โมโหของเพื่อนฉัน ทำให้เธอหยิบของหลายชิ้น ซึ่งรวมจำนวนเงินแล้วก็เยอะทีเดียว ในที่สุดบีเอคนนั้นก็เดิน ตามเธอต้อยๆ เธอรู้สึกดี รู้สึกเหนือกว่าขึ้นมาทันที สำหรับฉันแล้วถึงเธอจะคิดว่าเธอชนะการรบ แต่ฉันว่าเธอแพ้สงครามอยู่ดี พ่ายแพ้อย่างยับเยินเลย ก็ดูค่าปฏิกรรมสงครามที่เธอต้องจ่ายสิ เยอะจนทำให้เธอต้องกินมาม่าซองละห้าบาทตามร้านสะดวกซื้ออยู่ร่วมเดือนแหละ ส่วนบีเอคนนั้นน่ะเหรอ ป่านนี้ยิ้มรับค่าคอมมิชชั่นที่มีแต่จะพุ่งขึ้นแล้ว นอกจากนี้มีอีกหลายเคาเตอร์ หรือชอปใหญ่ๆหลายแห่งนะ ที่พนักงานใช้วิธีโจมตีจุดเปราะบางของคนที่มีความอาย และกลัวคนมองแบบผิดๆ มาใช้ เพื่อเพิ่มยอดขาย สำหรับฉันแล้ว พนักงานขายที่ใช้เทคนิคนี้ในการขายสินค้า พูดได้แค่ว่า “ ไม่ได้กินเงินฉันหรอก “ฉันไม่เสียเวลา อารมณ์ และเงินแม้สักบาทเดียวให้กับพนักงานที่ไม่มีจิตสำนึกในงานบริการ (service mind) เด็ด ขาด ฉันคิดว่าเมื่อเราเป็นผู้บริโภค เป็นลูกค้า เรามีสิทธิเลือก เราสมควรได้รับการปฏิบัติที่ดี และพนักงานควรเสนอทางเลือกแก่ลูกค้า มากกว่าใช้วิธีเช่นนี้ และนี่คือมุมที่เป็น Guilt Culture ของฉัน และมุมของคนใกล้ตัวฉันที่แสดงให้เห็นความเป็นShame Culture

นอกจากเรื่องวัฒนธรรมทั้งสองแบบดังที่ฉันได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว อาจารย์ยังกล่าวเรื่องปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมอื่นๆที่มีผลต่อการสื่อสาร ซึ่งฉันได้ถ่ายทอดลงไปใน Journal ครั้งก่อนบ้างแล้ว ในครั้งนี้จึงจะเพิ่มเป็นบางประเด็นเช่น เรื่องการรักษาระยะห่างในระดับสูง (High Power Distant) และการรักษาระยะห่างในระดับต่ำ (Low Power Distant)ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพระมหากษัตริย์ไทยกับสามัญชน จะมีระยะห่างกันสูงมาก กล่าวคือ คนไทยเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ เราไม่อาจพูดจาพาดพิงหรือดูหมิ่นเบื้องสูงได้ นอกจากนี้ภาษาที่ใช้ก็กำหนดไว้ชัดเจน คือ “ราชาศัพท์ “  มีความเป็นทางการสูง ( Formality)ใน ขณะที่ประเทศอังกฤษ มีการรักษาระยะห่างต่ำ สามัญชนจะรู้สึกใกล้ชิดกับกษัตริย์มากกว่า โดยมองว่า กษัตริย์มีความเท่าเทียมกับสามัญชนในฐานะ “มนุษย์ “ ดังนั้นในหนังสือพิมพ์จะมีการลงข่าว ขุดคุ้ยเรื่องในราชวงศ์กันเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ในด้านความเป็นทางการ ( Formality ) ยังปรากฏในวัฒนธรรมตุรกี อิหร่าน และอียิปต์ด้วย ในเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน ดังสุภาษิตชาวอียิปต์ว่า“ Whoever teaches me a letter, I should become a slave him forever.” นอกจากนี้ในบางวัฒนธรรมเมื่อครูก้าวเข้าห้องเรียน นักเรียนต้องลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพ หรืออย่างในวัฒนธรรมไทยเวลาเดินผ่านครู เราต้องค้อมตัวลง ถือเป็นการให้เกียรติผู้อาวุโสและมีมารยาทที่ดี ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะผ่อนคลาย ไม่มีพิธีรีตรองหรือความเป็นทางการมากนัก ( Informality )  นอกจากนี้รูปแบบของคนอเมริกัน( American Style )  ยังมีความเชื่อมั่น ยืนกราน แน่วแน่ ชัดเจน ( Assertiveness ) มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ในขณะที่วัฒนธรรมไทยจะยึดความสัมพันธ์ที่กลมเกลียว ( Interpersonal Harmony )  จะยึดความปรองดองในกลุ่มเป็นสำคัญ ไม่กล้าขัดแย้ง โดยเฉพาะในที่ประชุม เมื่อเจ้านายให้เสนอความคิดเห็นก็มักจะเป็นไปในทิศทาง “ ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย แล้วไปโวยวายกับเพื่อน”เป็นต้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s