Journal 8 วัฒนธรรมและเพศสภาพจากภาพยนตร์เรื่อง The Joy luck club *

Journal 8

ในครั้งนี้แต่ละกลุ่มได้รวบรวมความคิดมานำเสนอหน้าชั้นเรียน ภายหลังที่เราได้ศึกษาวัฒนธรรมจากเรื่อง The Joy luck club ไปแล้ว ฉันได้รับความรู้และมุมมองที่ต่างกันออกไปจากเพื่อนทุกคน สำหรับฉันแล้วการตีความหมายในเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่อาจารย์พูดว่า ประสบการณ์เรายังไม่พอ ทำให้เรามีความเข้าใจผิดๆ หรือ คลาดเคลื่อนได้ ฉันกับเพื่อนในกลุ่มจึงต้องทำการบ้านเยอะในการรวบรวมข้อมูล และแบ่งปันแนวคิดของตัวเองแก่กัน เมื่อจบการนำเสนอ เราได้มานั่งรวมกลุ่มกันเพื่อสนทนาในประเด็นต่างๆ ซึ่งอาจารย์ได้สอนการคิดวิเคราะห์ มองให้รอบด้าน มองตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สาเหตุของการกระทำ รวมไปถึงภาวะปัจจัยแวดล้อมซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกลงไป แล้วเราจะเห็นสิ่งสำคัญที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องต่างๆ นับว่าฉันได้เรียนรู้มากกว่าวัฒนธรรมของ The Joy luck club แต่ได้เรียนรู้วิธีการคิดอีกด้วย

เรื่อง The Joy Luck Club มี Theme คือ “The art of invisible strength” หรือพลังของเพศหญิงที่เหมือนกับสายลม เราไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ แต่สายลมก็พัดพาทุกสิ่งทุกอย่าง ขับเคลื่อนทุกอย่างไปได้ เหมือนผู้หญิงที่เป็นพลังคอยขับเคลื่อนผู้ชาย เรียกได้ว่า ผู้หญิงอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชาย ( The woman behind the man. ) นอก จากนี้เราจะเห็นว่าตัวละครที่สำคัญในภาพยนตร์นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิงที่มานั่งถ่ายทอด ตีแผ่แง่มุมของพวกเธอ รวมถึงบทบาท สถานะในสังคม ตั้งแต่เรื่องทัศนคติ ความแตกต่างระหว่างการอยู่ในโอวาท การเชื่อฟัง ( obedient ) ภาวะจำยอม ซึ่งทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง ความขัดแย้งภายในจิตใจที่ตัวละครแสดงให้เห็น ทั้งความอ่อนแอ ความสิ้นหวัง นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงซึ่งนำสิ่งที่ดีกว่าเข้ามา เมื่อตัวละครมีความเข้มแข็งและแน่วแน่ พอที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ (feminism ) และมีความเป็นตัวของตัวเองจนกระทั่งกล้าพูดความต้องการของตัวเอง(สังเกตจากคู่ของโรสและเทด และคู่ของลีนากับสามีจอมเอาเปรียบของเธอ ) โดย ถ่ายทอดผ่านความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ความสัมพันธ์ระหว่าง ลูกและแม่ รวมถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้หญิงร่วมสังคมด้วยกัน นอกจากนั้นเรายังเห็นภาพของความขัดแย้งในวัฒนธรรม หรือ การปะทะชนทางวัฒนธรรม ( Culture clash ) อีกด้วย

การแข่งขันในสังคมของผู้หญิง เราเห็นภาพการแข่งขันในภาพยนตร์เรื่องนี้ชัดเจนทีเดียว ดูไปแล้วก็ขำดี พลางคิดว่า เรื่องลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นในชีวิตเราเหมือนกัน แม่ ทุกคนต่างภาคภูมิใจในลูกของตนอยู่แล้วและเมื่อเราประสบความสำเร็จในสิ่งๆ หนึ่ง ท่านก็มักจะนำไปเล่าต่อ ในทางเดียวกันเพื่อนแม่ก็จะมาเล่าเรื่องลูกตัวเองให้ฟังเช่นกัน และทุกคนต่างก็รู้ว่านัยยะที่แต่ละคนต้องการสื่อออกมาคืออะไร ไม่ใช่เพียงเพื่อให้อีกฝ่ายรู้เรื่องราวเท่านั้น แต่นั่นคือการเปรียบเทียบและต้องการให้เห็นว่าลูกของตนเหนือกว่าอีกฝ่าย หนึ่ง ในภาพยนตร์เราจะเห็นว่า แม่ของ Waverly กับJune จะคาดหวังต่อลูกสาวมากและแข่งขันกันอยู่Waverly เมื่อ ครั้งยังเด็ก เธอเล่นหมากรุกชนะ แม่เธอมีความภูมิใจในตัวเธอมาก แต่เธอไม่เข้าใจมุมมองของแม่ และเธอคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับเธอ เหมือนเกมส์หมากรุก ที่แม่เป็น Queen ซึ่งเดินดักเธอไว้ทุกทิศทาง และเธอเป็นเพียง Pawn หรือเบี้ยตัวเล็กๆ ที่หนีอย่างไรก็ไม่รอดจาก Queen ซึ่งเรียกได้ว่า แม่มีอำนาจเหนือเธอในทุกๆเรื่อง และเธอพยายามดิ้นรนออกจากการควบคุมของแม่ เธอตะโกนใส่แม่ว่า “Why do you have to use me to show off? If you want to show off, then why don’t you learn to play chess.” เราจะเห็นว่าเธอกล้าที่จะแสดงความคิดของตัวเองออกมา ซึ่งอย่าลืมว่า Waverly เรียนโรงเรียนอเมริกัน ดังนั้นไม่แปลกที่เธอจะแสดงวัฒนธรรมอเมริกันออกมา ในเรื่องการกล้าพูดสิ่งที่คิดซึ่งฉีกกฏวัฒรธรรมจีนที่เด็กต้องนับถือผู้ อาวุโสและมีเรื่องที่ไม่ชอบควรเก็บไว้ในใจ สำหรับ June ตัวเอกของเรื่อง เธอเองก็กดดันไม่น้อย ที่แม่คาดหวังในตัวเธอมากเกินไป ตรงนี้เราจะเห็นวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกแบบ long-term orientation ที่คาดหวังให้ลูกได้ดีและประสบความสำเร็จ ฉากหนึ่งที่ฉันประทับใจ คือฉากที่ทุกคนนั่งล้อมวงกินปูกัน และเป็นฉากหลังจากที่ June กับWaverly ปะทะคารมกัน Suyuan กล่าวกับ Juneว่า ” That bad crab, only you tried to take it. Everybody else want best quality. You, you’re thinking different. Waverly took best-quality crab. You took worst, because you have best-quality heart.You have style no one can teach. Must be born this way. I see you. ” จากประโยคนี้ เราจะเห็นว่าลักษณะนิสัยของ June กับ Waverly มีความแตกต่างกัน แม่ของจูนสังเกตนิสัยของจูนมาตลอด เธอมองเห็นและมีความเข้าใจลูกเธอมาก ในเรื่อง ความถ่อมตัวในวัฒนธรรมจีน ( high context culture ) สังเกตจากที่ Lindo พูดกับRich ว่า ” This dish not salty enough. No flavor. It’s too bad to eat, but please. “ ทั้งๆที่อาหารจานนั้นเป็นจานที่เธอภูมิใจที่สุด

จากภาพยนตร์มาต่อกันที่บทเรียนโดยเริ่มต้นที่ Hofsted’s Value Dimensions ในเรื่อง Collectivism และ Individualism เราได้รับความรู้ใหม่ว่า คนกรีซมีการอิงกลุ่ม ทำตามเครือญาติ ( collectivism ) เพราะฉะนั้น เราจึงไม่อาจสรุปว่าคนชาติตะวันตกทุกชาติจะมีความเป็นปัจเจกบุคคล ( Individualism) ไปเสียหมด ต้องทราบที่มาของเขาด้วย ในเรื่อง การหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน ( Uncertainty Avoidance ) ประเทศที่มี การหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนสูง ( High-Uncertainty Avoidance ) มี จุดสังเกตคือ ไม่ว่าจะทำสิ่งใด จะมีการวางแผนก่อนเสมอ จะหาสถิติหรือข้อมูลประกอบ ไม่ทำตามสัญชาตญาณ เช่นประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการความมั่นคงสูง ชาวญี่ปุ่นจึงดำเนินชีวิตตามกฏเกณฑ์ มีระเบียบแบบแผนอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ในเรื่อง Power Distant ชาวญี่ปุ่นมีรูปแบบ Small-Power Distant ซึ่งสังเกตจากการใช้ภาษา ( Language using) จะมีAddress Term เยอะ ภาษาผู้หญิง ผู้ชาย ผู้มีตำแหน่งสูงกว่า หรือ ผู้มีตำแหน่งต่ำกว่า จะมีความแตกต่างกัน ต่างจากอเมริกาที่ถึงแม้ว่าจะมีระยะห่างกันเยอะตามสายงาน ที่มีโครงสร้างชัดเจน แต่การใช้ภาษามีรูปแบบที่เท่าเทียมกัน และคนอเมริกัน มีการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนต่ำ (Low-Uncertainty Avoidance ) ทั้งๆที่คนอเมริกันชอบสถิติ แม้กระทั่งในสนามกีฬาเบสบอลก็ยังมีสถิติขึ้น แต่เพราะคนอเมริกันมองโลกในแง่ดี (optimism ) มีความเชื่อและศรัทธาในความหวังฉะนั้นจึงยอมเสี่ยง นอกจากประเทศอเมริกาแล้ว ประเทศสวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนย์เธอร์แลนด์รวมถึงไอร์แลนด์ ต่างก็เป็นประเทศที่มีการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนต่ำ จากสุภาษิตของขาวไอริชที่ว่า ” Life should be a dance, not a race “ เราจะเห็นมุมมองของเขาที่เน้นความรื่นเริง สนุกสนานในการใช้ชีวิตที่ไม่ต้องมีระเบียบแบบแผนมากนัก ในด้าน Femininity หาก เราจะสังเกตว่าองค์กรหรือบริษัทใดมีลักษณะเช่นนี้ ให้สังเกตจากลักษณะการปฏิบัติ หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งองค์กรไหนที่ดูแลสังคม หรือมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูง ยกตัวอย่างเช่น NGO จะมีลักษณะเป็นเพศหญิงสูง ( Femininity ) นอกจากนั้นลักษณะการใช้ภาษาของผู้ชายที่มีความเป็น Femininity สูง นั้น จะเป็นไปแบบที่นึกถึงคนรอบข้าง เหมือนเวลาผู้ชายพูด คะ ขา กับผู้หญิงนั่นแหละ คือผู้ชายจะนึกถึงคู่สนทนาที่เป็นผู้หญิงด้วย ส่วนลักษณะแบบ Masculinityเราจะสังเกตได้ดังนี้ คือ มีความทะเยอทะยาน (ambitious) ต้องการบรรลุเป้าหมาย (achievement ) มีสัญลักษณ์ของความแข็งกร้าวหรือเข้มแข็ง ( a signs of manliness ) มีความแน่วแน่ ( assertive) เป็นต้น

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s