Journal 7 เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านขงจื๊อและภาพยนตร์ The Joy Luck Club *

Journal 7

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

วันนี้เป็นการเขียน Journal ครั้งที่ 7 แล้ว จากการเขียนJournal หลายๆครั้งได้ให้ประโยชน์แก่ฉันมากจริงๆ เพราะการเขียนทำให้ฉันปะติดปะต่อความรู้ในห้องเรียนใช้สิ่งที่รู้ให้เกิดประโยชน์ ในการหาประเด็นที่จะนำมาถ่ายทอด และหาข้อมูลที่เราอยากรู้มาประกอบเพื่อทำให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้น นอกจากนี้ในเวลาว่าง ฉันก็จะนั่งอ่าน Journal ของเพื่อนๆเพราะทำให้ฉันได้ไอเดียใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ เสมอ ทุกคนจะแบ่งปันเรื่องที่ตนรู้และถ่ายทอดออกมาตามสไตล์ของตัวเองเพื่อนแต่ละคนต่างเก็บรายละเอียดแตกต่างกันออกไป แต่ก็ได้สาระ ความรู้ ความบันเทิงเต็มเปี่ยม เรียกได้ว่าการเขียนทุกครั้ง เราจะได้รู้เรื่องราว สด ใหม่ ต่างมุมมองของเพื่อนๆ ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่งจริงๆ

การเรียนครั้งนี้ เบียร์และแต้ว ได้ออกมาอธิบายหน้าชั้นเรื่องKwast’s model of cultureและยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ความเชื่อทางศาสนาระหว่าง ศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลามซึ่งศาสนาต่าง world view ก็ต่างกัน กล่าวคือ ศาสนาพุทธมีความเชื่อว่า ตายแล้วจะเกิดใหม่ มีการเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฎจักร แต่สำหรับชาวอิสลาม จะมีความเชื่อที่ต่างออกไป คือ ไม่มีการกลับมาเกิดใหม่ วิญญาณคนตายเพียงแต่รอคำพิพากษาสุดท้ายในยมโลกเท่านั้น นอกจากนี้ เราได้ศึกษาเรื่องของ ขงจื๊อ นักปรัชญาจีน ซึ่งเน้นวิถีปฏิบัติ ( Norms ) ที่พึงกระทำของคน ทำให้คนรู้สถานภาพ ( Status) ของตน ทราบตำแหน่งในกลุ่ม ( Position in a Groups ) ทราบสิทธิ และหน้าที่ที่เราพึงกระทำ ก่อให้เกิดวัถีปฏิบัติที่ถูกต้อง โดย ขงจื๊อให้ความสำคัญกับรูปแบบความสัมพันธ์ 5 แบบ คือ

1. Emperor/Subject เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ไว้สูงสุด ประชาชนทุกคนพร้อมยอมตายเพื่อฮ่องเต้

2. Parents/Children การทำสิ่งต่างๆเพื่อครอบครัว หน้าที่ของลูกต่อพ่อแม่

3. Elder/Young คนจีนจะเคารพนับถือ ผู้อาวุโส และบรรพบุรุษมาก ดังนั้นจึงต้องมีหลักปฏิบัติสำหรับ ผู้อาวุโสกว่า และผู้ที่อายุน้อยกว่า

4. Husband/Wife หลักปฏิบัติของคู่สามีภรรยา หน้าที่ของภรรยาต่อสามี อย่างที่เราเห็นในสังคมจีนสมัยก่อน ผู้หญิงจะพึ่งพาผู้ชายมาก

5. Friend / Friend หลักปฏิบัติที่เพื่อนควรมีแก่เพื่อน

นอกจากนี้การแพร่ไปของศาสนาพุทธก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเชื่อแบบขงจื๊อแพร่กระจายไปทั่ว ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศไทย ก็ได้รับอิทธิพลความเชื่อแบบขงจื๊อเช่นกัน

Confucian Dynamic : primary Values

– ยึดความมั่นคง หลากหลายเป็นหลัก ไม่ว่าจะกระทำการใดก็ตาม

– วัฒนธรรมในการเลี้ยงดูลูกของชาวเอเชีย กับ ชาวตะวันตกมีควมแตกต่างกันตรงที่

แบบตะวันตกจะเป็น Short – Term Orientationแต่แบบชาวเอเชีย จะเป็น Long – Term Orientation คือ พ่อ แม่จะทำงาน เน้นความมั่นคงในอนาคตสูง ไม่ตามใจลูก อาจมีการบังคับหรือcontrol เกินเหตุ

– มีความขยันหมั่นเพียร ใช้ชีวิตอย่างประหยัด มัธยัสถ์

– จัดระเบียบความสำคัญตามสถานะ

– มีความละอาย ทำให้มีพฤติกรรมแบบไม่ทำตามใจตัวเองซึ่งความละอาย หรือ Sense of Shame จะแตกต่างจาก Sense of Quilt ของชาวตะวันตก

– รักษาหน้าให้กับกลุ่มที่เราอยู่

Low and High Context Culture

High Context Culture เป็นวัฒนธรรมที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมสูง โดยสังคมญี่ปุ่น ที่ได้รับอิทธิพลจากขงจื๊อก็ปรากฏลักษณะเช่นนี้ การมี Connotation เยอะ จึงต้องอาศัยการตีความมากหรือใน พิธีชงชา ( Tea Ceremony or Chado ) ก็เต็มไปด้วย context และเป็นพิธีที่ให้ความสำคัญกับความเงียบ ( Silence powerful ) นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นยังใช้ อวัจนภาษา( non verbal ) ภาษากาย ( Body language ) ในการสื่อสารความต้องการของตนเองด้วย ในวัฒนธรรมชาวซาอุดิอาระเบีย ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ High Context Culture ที่เราเห็นสถานะจากเครื่องแต่งกายภายนอก ( Materials )โดยเครื่องแต่งกายนั้นจะบอก ระดับหรือสถานะของผู้สวมใส่ ( Ranking and Status )หรือแม้แต่การไหว้ของไทย เราก็มีการไหว้หลายระดับ และจะกำหนดตำแหน่งของมือที่ยกขึ้นมาไหว้ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นชาวตะวันตกที่มาจาก Low Context Culture เวลาจะเดินทางเข้ามาติดต่อธุรกิจ จึงต้องมีความรู้เรื่องวัฒนธรรมว่าสิ่งใดควรทำ หรือ ไม่ควรทำด้วย

สิ่งที่ได้จากการชมภาพยนตร์เรื่อง The Joy Luck Club

มาถึงตัวเอกสำหรับการเรียนครั้งนี้ นั่นคือ เราจะศึกษาวัฒนธรรมจากภาพยนตร์เรื่อง” The Joy luck Club “ กัน ซึ่งเป็นหนัง Dramaเกี่ยวกับแม่ลูก 4 คู่ เวลาไม่กี่ชั่วโมงของตัวหนังกับการเรียนรู้ชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนแง่มุมอื่นๆอันน่าสนใจ ให้อะไรกับฉันเยอะมาก ฉันนึกทึ่งคนสร้างหนังเรื่องนี้อยู่หน่อยๆ ที่นำนิยายที่มีรายละเอียดเยอะๆ มาสร้างเป็นหนังได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เนื้อเรื่องที่ดำเนินไปเรื่อยๆ แต่มีเนื้อหาเข้มข้น ดึงความสนใจของเราให้จดจ่อได้ไม่ยากทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งตัวละคร ประสบการณ์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งน่าสนใจ และ น่าติดตาม ถึงแม้ในตอนแรกฉันจะสับสนนิดหน่อย เนื่องจากมีตัวละครเยอะ และ flashback ย้อนกลับไปมา แต่เมื่อติดตามไปเรื่อยๆ ฉันก็เข้าใจว่า ตัวละครที่เยอะไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะตัวละครทุกตัวต่างมีบทบาทสำคัญ รวมถึงการที่ตัวละครถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีต และการใช้ชีวิตที่ทำให้รู้ความเป็นมาในเบื้องลึก ที่หล่อหลอมตัวตน จนกลายมาเป็นนิสัยและเอกลักษณ์ ( Identity ) ของพวกเธอเหล่านั้น

เกร็ดที่ได้จากเรื่อง The Joy Luck Club

– ชื่อของ ลูกแต่คน เป็นชื่อภาษาอังกฤษ ไม่ใช้ชื่อภาษาจีน เช่น Jing-mei = june

– การเล่น Mah jong เป็นเกมส์อันเก่าแก่ของจีนที่ต้องใช้ความคิดในการเล่นมาก และการเล่น มา จองนี้เอง ที่รวมกลุ่มแม่บ้านจอยลัค ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

– ในสมัยก่อนการคลุมถุงชนเป็นเรื่องปกติของคนจีน เช่น Lindo ก็ถูกหมั้นหมายไว้แต่เด็ก โดยมีแม่สื่อ (matchmaker ) และแม่สามีของเธอในอนาคตมาดูตัว

– พิธีแต่งงานจีน มีการเคารพบรรพบุรุษ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะบรรพบุรุษมีบทบาทสำคัญเสมอ

– เมื่อแต่งงานไป สามีจะมีความสำคัญมาก คล้ายๆกับว่าเป็นผู้ควบคุมชีวิต ความเป็นอยู่ของภรรยาเลยทีเดียว

– นอกจากจะปรนนิบัติสามีไม่ให้ขาดตกบกพร่องแล้ว ต้องปรนนิบัติแม่สามีด้วย สิ่งที่ฉันได้ยินจากภาพยนตร์ซ้ำๆ คือ คำที่แม่สามี ( ฮวงไถไถ่ ) พูดกับลินโดว่า

” Obedient wife “ คือต้องเป็นภรรยาที่เชื่อฟัง อ่อนน้อม ว่านอน สอนง่าย

เรียกง่ายๆ คือต้องหัวอ่อนที่สุดนั่นแหละ

– ในครอบครัวจีนความหวังสูงสุดของแม่สามีคือ การมีหลานชายไว้สืบตระกูล

เมื่อลินโด มีให้ไม่ได้ เธอจึงเปรียบเหมือนคนไร้ค่า และถูกกดขี่จากแม่สามีไม่เว้นวัน

– ลินโดเป็นคนฉลาด จึงออกอุบายโดยนำ ความเชื่อของจีน ในเรื่อง การนับถือผีบรรพบุรุษ มาใช้ และใช้ได้ผลเสียด้วย ในที่สุดเธอจึงหลุดพ้นจากชีวิตแต่งงานที่เธอไม่ได้เลือก มาเริ่มชีวิตใหม่ที่ประเทศอเมริกา

– จากเรื่องของ Ying Ying เราจะเห็นบทบาทของผู้ชายที่มีต่อผู้หญิง อำนาจของผู้ชายที่มีเหนือกว่า และการกดขี่ทางจิตใจ ที่เธอเผชิญและต้องกัดฟันรับความเจ็บปวดที่สามีพาผู้หญิงคนใหม่มาถึงบ้าน เธอไม่กล้าเอ่ยปากพูดความต้องการของตนเอง ไม่กล้าทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ และเก็บกดไว้จน วันหนึ่งเธอพลั้งมือปล่อยให้ลูกตัวเองตาย และนี่เป็นปมในจิตใจของเธอมาตลอด จนเธอมาที่ประเทศอเมริกา แต่งงานใหม่ และมีลูก แต่กลับไม่ได้ดูแลลูกของตัวเองเท่าไหร่ ในที่สุด Lena แต่งงานกับผู้ชายจอมเอารัดเอาเปรียบคนหนึ่งที่ถือว่า อะไรก็ต้องเท่าเทียมตลอด ผู้ชายคนนี้เหมือนควบคุมชีวิตเธออยู่ และเธอไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น Ying Ying กลัวว่าลูกจะทำผิดพลาดเช่นเธอๆ จึงได้นั่งคุยกับลูก และเตือนสติลูกว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร ดังเช่นบทสนทนาช่วงหนึ่ง

Ying Ying : ” Do you know what you want ? ”

Lena : ” Respect and Tenderness “

นี่คือสิ่งที่ Lena ปรารถนาจากสามี และแม่เธอก็มีบทบาทสำคัญในการมอบความกล้าแก่เธอ

– การที่คนสองคน จากสองวัฒนธรรมจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันโดยไม่ให้เกิดความขัดแย้ง คือ ต่างฝ่ายต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของอีกฝ่ายให้มาก คือต้องเข้าใจว่าอีกฝ่ายมีความเป็นมาอย่างไร สิ่งใดไม่ควรพูด ไม่ควรปฏิบัติต่อกัน ต้องทราบไว้ เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนได้ นอกจากนี้ควรพูดความต้องการของตัวเอง โดยไม่ละเลยความรู้สึกและความต้องการของอีกฝ่าย ในกรณีที่ Rich มากินข้าวที่บ้านพ่อแม่ของ Waverlyเราจะเห็นว่า Rich ไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมจีนเท่าไหร่ ตัว Waverly เองก็เป็นผู้ที่คอยสังเกต Richและทราบว่าเขาทำผิดพลาดเข้าเสียแล้ว

– แม่ของ Anmei เป็นเมียน้อยของ Wu Tsing ซึ่งในกรณีนี้ไม่ต่างอะไรกับวัตถุทางเพศที่ถูกใช้เป็นเครื่องระบายความใคร่เลย แม้ว่าเธอจะมีความเศร้าเสียใจมาก แต่ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีใครเชื่อว่าเธอถูกข่มขื่น และเมื่อเธอมีลูกชาย ก็ถูกพรากไปโดยภรรยาคนที่สอง มันเป็นวิถีทางของชาวจีนที่ เวลาเสียใจก็เลือกที่จะกลืนความเสียใจของตนลงไป เธอไม่ทราบว่าตัวเองมีคุณค่าอย่างไรบ้าง ในที่สุดเธอจึงฆ่าตัวตาย โดยเชื่อว่าเป็นการมอบพลังแก่ลูก เพราะการฆ่าตัวตายในวันตรุษจีนนั้น มีความเชื่อว่าวิญญาณจะเฮี้ยนและมีพลังมาก Anmei เองก็ต้องการจะกอบกู้ศักดิ์ศรีของแม่ตัวเองคืนมา เธอเรียนรู้ที่จะ “ ตะโกน” บอกเล่าสิ่งที่ตัวเองต้องการตั้งแต่ครั้งนั้น และนี่คือเรื่องที่เธอได้บอกเล่ากับลูก จากบทเรียนในอดีตจากแม่เธอ จากรุ่นสู่รุ่น เธอต้องการให้ลูกสาวตระหนักถึงคุณค่าของตนและยืนบนขาตัวเอง พูดในสิ่งที่ตนเองต้องการซึ่งสำคัญมากกับการใช้ชีวิตคู่

– นอกจากความเชื่อเรื่อง การฆ่าตัวตายในวันตรุษจีนแล้ว ยังปรากฏความเชื่อโบราณที่ว่า ลูกกรีดเนื้อให้แม่กิน จะช่วยให้แม่หายจากอาการป่วยอีกด้วย

สรุปสาระสำคัญ

แม่ทั้ง 4 คน ต่างมีรอยแผล หรือ อดีตที่ประเทศจีน ก่อนที่จะมาตั้งรกราก และใช้ชีวิตอยู่ ที่ประเทศอเมริกาและ ให้กำเนิดลูกสาวทั้งสี่คน จากภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้สะท้อนทั้งค่านิยม ความคิด เกร็ดความเชื่อ ธรรมเนียม ประเพณีต่างๆของจีน เหตุการณ์สำคัญๆ เช่น เหตุการณ์สงครามในประเทศจีน ไว้อย่างครบครัน เราจะเห็นว่า ในวัฒนธรรมจีนเด็กจะต้องอยู่ในโอวาท เชื่อฟังผู้อาวุโส คนจีนจะหลีกเลี่ยงการแสดงออกทางอารมณ์ที่มากเกินไป มีการเก็บกด ซ่อนอารมณ์และความรู้สึกไว้มาก จากการที่สองวัฒนธรรมมาอยู่ร่วมกัน ความแตกต่างระหว่างแม่ กับ ลูก ที่มีทั้งช่องว่างระหว่างวัย ต่างยุคสมัย ต่างความคิด ประสบการณ์ที่ผ่านมา แม่ที่มีวัฒนธรรมจีน กับ ลูกที่เป็นลูกครึ่งจีน – อเมริกัน ที่ค่อนข้างจะเปิดรับวัฒนธรรมอเมริกันอย่างเต็มที่ จุดนี้เองที่เป็นตัวกั้นกลางระหว่างพวกเธอ ดังนั้นเราจะเห็นว่ามี culture clash และความขัดแย้งทางด้านวัฒนธรรมเกิดขึ้น จากที่ แม่ และ ลูกไม่ค่อยจะมีความเห็น ความเชื่อ หรือ ความรู้สึกในเรื่องต่างๆ ที่ลงรอยกันสักเท่าใดนัก แต่สิ่งที่ผูก ประสานพวกเธอไว้ด้วยกันก็คือ ความรักและความเข้าใจ นั่นเอง สำหรับขนหงส์นั้นคือสัญลักษณ์แทนความตั้งใจดี หรือ ความปรารถนาดี รวมถึงตัวตนของแม่ ที่จะส่งต่อไปให้ลูกได้รับรู้และสืบทอดต่อไป แม้เรื่องจะดำเนินไปด้วยโทนอึมครึมบ้าง ในบางครั้งมีฉากเศร้า แต่ตอนจบก็จบในแบบที่เรียกว่า ” รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ ” และนอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและ สามี ภรรยา ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเช่นเดียวกัน

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s