Journal 4 *

Journal 4

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

แม้ว่าฉันจะพลาดการเรียนไปหนึ่งคาบจากการที่ไปอบรมเยาวชนคนรักถิ่นแต่ฉันก็ได้รับสาระความรู้อันน่าสนใจในการอบรมมากมาย ฉันจึงขอถ่ายทอดสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการอบรมประกอบกับเนื้อหาในภาควิชา ตลอดจนนำเรื่องต่างๆที่น่าสนใจมาประกอบในJournal ครั้งนี้

ฉันคิดว่าทุกคนคงทราบว่าวัฒนธรรมคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น หากเราถามใครสักคนว่า วัฒนธรรมไทยคืออะไร เขาอาจจะตอบว่า การไหว้ การให้ความเคารพผู้ใหญ่ ในความเป็นจริงแล้ว วัฒนธรรมมีความหมายกว้างและครอบคลุมหลายสิ่ง วัฒนธรรมเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราเป็นสิ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของเราแทบทุกบททุกตอน การที่เรามีวัฒนธรรมทำให้เราไม่เป็นคนหลงทางเนื่องจากวัฒนธรรมจะทำหน้าที่เสมือนเข็มทิศชี้ทิศทางการดำเนินชีวิตให้เป็นไปในรูปแบบที่สังคมกำหนด

ยศ สันตสมบัติ กล่าวถึงลักษณะพื้นฐานที่สำคัญของวัฒนธรรม 6 ประการ ดังนี้

1. วัฒนธรรมเป็นความคิดร่วม ( Shared ideas )

2. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ ( learned )

3. วัฒนธรรมมีพื้นฐานมาจากการใช้สัญลักษณ์ (symbol )

4. วัฒนธรรมเป็นองค์รวมของความรู้และภูมิปัญญา

5. วัฒนธรรมคือกระบวนการที่มนุษย์กำนหดนิยามความหมายให้กับชีวิต

และสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา

6. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง

วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่ง ยิ่งวัฒนธรรมไทยในช่วงที่ระบอบทุนนิยมครอบงำเช่นนี้ยิ่งเปลี่ยนได้เร็วจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นอาหารไทย ซึ่งภาพในอดีตจะเป็นแบบ slow food เรามักเห็นพ่อแม่ลูก นั่งล้อมวงกินข้าวสวย น้ำพริก ปลาทู ผักสารพัดชนิด แต่ในปัจจุบันน้ำพริกปลาทู กลับเปลี่ยนเป็นพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย อาหาร fast food จานด่วนทั้งหลายที่วิ่งแซงหน้าไปอย่างไม่เห็นฝุ่น หากเปรียบวัฒนธรรมเป็นคนรักก็ไม่ต่างอะไรกับ การที่เรามีคนรักอยู่แล้วคนหนึ่ง ก็ดูรักกันและดำเนินความสัมพันธ์ไปอย่างราบรื่นแต่เมื่อมีคนที่น่าสนใจกว่าผ่านมา เราก็ละเลยคนรักที่เรามีอยู่ขณะนั้น เราไม่เห็นค่าและความสำคัญของเขา เราเริ่มอยากรู้จัก อยากค้นหาคนที่เราเพิ่งพบ เราเลยทิ้งขว้างคนรักเก่าเอาไว้เบื้องหลังและเดินไปกับคนใหม่ โดยกล่าวว่า ” ของใหม่ดีกว่าของเก่าเสมอ ” ทั้งๆที่เราทราบนิสัยคนใหม่เพียงฉาบฉวย อย่าลืมว่า คนเรามักไม่รู้ตัวหรอกว่าสิ่งที่เรามีอยู่มีค่ามากแค่ไหน แต่เรากลับพยายามไขว่คว้ารับสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอและทิ้งขว้างสิ่งที่เรามี ฉันไม่ใช่นักอนุรักษ์นิยม และฉันเข้าใจว่า เราต้องรับวัฒนธรรมจากชาติอื่นด้วย เพราะเราต้องการที่จะ ” ก้าวไปข้างหน้า ” แต่การก้าวไปข้างหน้า เราต้องรู้จักก้าวอย่างมั่นคงด้วย เรารับวัฒนธรรมชาติอื่นได้ แต่อย่ารับเพียงฉาบฉวย  นอกจากนั้นเราต้องมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเราถ้าเรามีความรู้ เราก็เกิดความรัก เราจะเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ เราจะมองวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดี สวยงาม และนำไปเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์ได้ ในการอบรมวิทยากรได้บรรยายสิ่งสำคัญในประเทศไทย ซึ่งทำให้ฉันมองย้อนไปอดีตและเห็นภาพอย่างชัดเจน ทั้งวิถีชีวิตของประชาชน สังคม รวมถึงวัฒนธรรมทั้งหลายในขณะนั้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น ศาลาเฉลิมกรุง สร้างเมื่อพ.ศ.2475  เป็นโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียขณะนั้น และยังเป็นโรงภาพยนตร์ที่ติดแอร์ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นสัญลักษณ์ที่เล่าขานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้ ถ้าเราไม่มีความรู้เลย เราก็จะไม่รู้สึกรัก ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งดังนั้น เราจะไม่มีความหวงแหนในความเป็นชาติและสิ่งสำคัญของชาติเรา

ในตอนต่อไปนี้ฉันจะเล่าถึงวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความรู้ที่สำคัญที่ฉันได้รับและนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกับวิชาภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม

ประเทศไทยแบ่งลักษณะการท่องเที่ยวเป็นสองแบบ คือ

1.แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ ซึ่งมีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาและนำเงินมหาศาลเข้าสู่ประเทศเรา

2. แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวไทยคือ วัฒนธรรมและอุปนิสัยของคนไทยนั่นเอง

มีชาวต่างชาติจำนวนมากทีเดียวที่เดินทางมาประเทศไทย เมื่อเขาได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมของเรา ก็เกิดความสนใจและรู้สึกผูกพัน จนทำให้เขาตัดสินใจอยู่ในประเทศไทยแบบถาวร เมื่อชาวต่างชาตินึกถึงประเทศไทย เขาจะนึกถึง ” รอยยิ้ม ” ( Smile ) ประเทศไทยได้รับฉายาว่า ” The land of smile “ เสน่ห์ของคนไทยมีมากกว่ารอยยิ้ม เพราะทั้งหมดรวมอยู่ในวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าร้อยๆปี กล่าวได้ว่าชาติไทยเป็นชาติหนึ่งที่มีประวัติที่มาอันน่าสนใจ นอกจากนี้คนไทยมีนิสัยอ่อนน้อม ไม่ถือตัว รู้จักประนีประนอม อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เหมือนกับเพลงชาติไทยเราที่ว่า ” ไทยนี้รักสงบ แต่ ถึงรบไม่ขลาด “ คือคนไทยทั้งชาติรักสงบ ไม่ชอบทำสงครามแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นเราก็สามัคคีกัน นอกจากนี้คนไทยยังรู้จักการให้เกียรติ นับถือผู้อาวุโส อยู่ร่วมกันในสังคมแบบพี่น้อง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กัน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศศรีลังกาจะแข่งขันด้านการท่องเที่ยวกับประเทศไทย มีการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง แต่ถึงกระนั้น ชาวต่างชาติก็ยังเลือกเดินทางเข้ามาในประเทศไทย มิใช่แต่เพียงต้องการชื่นชมโบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรมต่างๆเท่านั้นแต่มีหลายสิ่งที่รวมอยู่ในวัฒนธรรมไทย อุปนิสัยของคนไทยที่เป็นมนต์เสน่ห์ ยากที่จะหาประเทศใดมาเสมอเหมือนได้

วัฒนธรรมของแต่ละประเทศแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมปลีกย่อย ยกตัวอย่างเช่น วัฒนธรรมการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ ก็แตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น คนจีนชอบท่องเที่ยวแบบเป็นกลุ่ม ( Group ) ซึ่งต่างจากคนฝั่งตะวันตกที่มีวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คเกอร์คือ แบกเป้เดินทางท่องเที่ยวคนเดียว เพราะเขามีความเป็นIndividualist สูงกว่าชาวเอเชียซึ่งมีความเป็นCollective นั่นเอง นอกจากนี้วัยรุ่นจีนจะมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษจำกัดจึงไม่ค่อยเดินทางออกนอกประเทศของตน กลุ่มเดินทางจึงมักเป็นวัยกลางคนซะส่วนใหญ่ นอกจากนี้วิทยากรยังได้พูดถึง ทัวร์จีนคุณภาพต่ำที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นลูกโซ่ ซึ่งถือเป็นความรู้ใหม่ที่ฉันได้รับอีกด้วย

ในการเรียนครั้งล่าสุด เราได้ทำกิจกรรมระดมสมองกันและเรียนรู้วัฒนธรรมผ่าน Mass Media เราได้ชมThe Cosby Show และฉันชอบตอน Sit there until you eat them มากที่สุด เพราะทำให้ฉันนึกถึงตัวเองสมัยเด็กขึ้นมา เด็กแทบทุกคนเวลาเห็นผักสีเขียวๆ มักจะไม่ค่อยชอบกินกันและก็ลำบากบรรดาพ่อแม่อีกแหละที่ทั้งปลอบ หลอกล่อ ขู่ เตือนสารพัด เพื่อให้เรายอมกินผักใบเขียวสักคำสองคำ ฉันมองเห็นความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยผู้ใหญ่จะทำหน้าที่แนะนำเด็ก ในกรณีนี้เป็นเรื่องเล็กๆที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว และผู้ใหญ่ก็สอนเด็ก โดยแนะนำทางเลือกคือ 1. ยอมกินและทำอย่างอื่นต่อไปได้ 2. ถ้าไม่ยอมกินก็นั่งต่อไป สำหรับฉันแล้วเห็นว่า เขาสอนให้เด็กรู้จักคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้ควรจะทำอย่างไรต่อไป แต่จะไม่ยัดเยียดความคิดใส่สมองเด็ก คือเมื่อคุณมีทางเลือก คุณก็มีอิสระที่จะเลือกเอง ประเด็นนี้ฉันคิดว่าน่าสนใจมากและโยงไปถึง การสอนและการใช้ชีวิตของคนฝั่งตะวันตกกับคนไทย คนไทยพ่อแม่จะคอยสอนและส่วนมากจะบังคับ การเลี้ยงลูกแบบไทยๆคือเด็กไม่มีสิทธิ์เลือกมากเท่าไหร่ เพราะพ่อแม่จะเลี้ยงลูกแบบทนุถนอมและชี้ให้เห็นทิศทางที่จะใช้ชีวิต จึงมีคำกล่าวที่ว่า “ ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” หรือ “เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด” ซึ่งหมายความว่า เด็กไทยมักจะเดินตามรอยที่ผู้ใหญ่ปูทางไว้ แต่การเลี้ยงลูกแบบตะวันตก เด็กจะได้รับการสั่งสอนเหมือนกัน แต่นอกนั้นเด็กต้องเรียนรู้เอง เด็กจะได้มีประสบการณ์ เขาจะมองว่า ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญของชีวิต และ “ ประสบการณ์ “ จะสอนให้รู้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร อาจกล่าวได้ว่า ชาติตะวันตกให้อิสระทางความคิดและทางเลือกแก่เด็กมากกว่าสิ่งที่ฉันพูดมาก็ใช่ว่าคัดค้านการเลี้ยงเด็กแบบไทย เพราะด้านจุดดีก็มีอยู่หลายข้อ ดังเช่น การเลี้ยงเด็กแบบไทยจะมีความใกล้ชิด สนิทสนม เด็กจะรู้สึกผูกพันกับครอบครัวมากกว่า เป็นต้น

สำหรับซีรีส์ตอน The Dentist เมื่อครั้งยังเด็กฉันรู้สึกว่าหมอฟันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวและแปลกประหลาดมาก ใบหน้าเฉยเมยที่มีผ้าคาดปิดปากไว้ มีเพียงสายตาที่เป็นสื่อแสดงอารมณ์ขณะที่เรานอนอยู่บนเตียงทำฟันรู้สึกตัวชาและเกร็งๆ แม้ว่าหมอฟันจะบอกว่า ” ทำตัวตามสบายนะจ๊ะ ” เราพยายามทำตัวตามสบายตามที่หมอฟันกล่าว แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธกลไกป้องกันตัวเองของร่างกายเราได้ เรามองไปรอบๆและเห็นเครื่องมือแพทย์หน้าตาพิลึกๆ แอร์ที่เย็นเยียบ สร้างความรู้สึกสยองแบบประหลาดๆ พร้อมกับได้ยินเสียง วี้…วี้ ของเครื่องกรอฟัน…. นั่นแหละ ความทรงจำในวัยเด็กของฉันเกี่ยวกับหมอฟันเด็กแทบทุกคนไม่ชอบหมอฟัน การที่ผู้ปกครองของเราบอกว่า ” วันนี้ลูกต้องไปหาหมอฟันนะ ” นั่นไม่ใช่นิมิตหมายที่ดีเลย แม้ว่าจะเอาของเล่นมาล่อก็ตาม แต่ฉันคิดว่าถ้ามีหมอฟันแบบ Dr. Burns ก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ บางทีเด็กๆอาจจะเปลี่ยนทัศนคติที่เขามีต่อหมอฟันบ้างก็ได้ เพราะ หมอฟันในซีรีส์คนนี้ เขาช่างดูสนุกสนาน ใจดี แล้วกระตือรือร้นเหลือเกิน เมื่อฉันชม The Cosby Showจบไปทั้งสามตอนได้รับทั้งสาระและความบันเทิง ฉันเห็น สภาพบ้านเมือง สังคม การใช้ชีวิต เอกลักษณ์ของพวกเขา วิธีการพูด ภาษา ลักษณะท่าทาง วิธีการคิดและสอนเด็กๆที่เขาถ่ายทอดความคิดของตนเองสู่เด็กอีกรุ่นหนึ่ง โดยเฉพะซีรีส์นี้ตัวเอกเป็นคนผิวดำ เมื่ออาจารย์บอกว่า ซีรีส์นี้แสดงโดยคนผิวดำที่คนผิวขาวเองก็นิยมชมชอบเหมือนกัน แต่สภาพบ้านเมืองในยุคนั้น คนผิวสีไม่ต่างอะไรกับ พลเมืองชั้นสองเลย กล่าวคือ คนผิวดำ (Ebonic ) เป็นวัฒนธรรมกระแสย่อย ( Co-Culture ) ของประเทศอเมริกา พวกเขาเหล่านี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีสิทธิ์มีเสียงน้อย ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญ ส่วนมากจะถูกดูถูกและกดขี่ แต่ในปัจจุบันโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นจะเห็นได้จากในกรณี โอบามา ประธานาธิบดีผิวดำที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา เรามองเห็นทัศนคติ ค่านิยม ของประเทศอเมริกาที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาคือ เขามองเพื่อนมนุษย์ในฐานะ เพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง และ ยอมรับความเท่าเทียมกันมากขึ้น

ในเรื่อง “Eveline” เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ได้เรียนในวิชา Short Story เรื่องสั้นนี้ เขียนโดย นักเขียนชาวไอริช James Joyce ซึ่งได้แสดงเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องหล่อนนามว่า Eveline จากเรื่องของ Eveline สะท้อนบทบาทเพศหญิง ก่อนศตวรรษที่ 20 ที่ใช้ชีวิตแบบอยู่ในกรอบที่ระบบสังคมได้วางเอาไว้ เธอทำงานอย่างหนักและไม่มีสิทธิ์มีเสียง หรือแม้แต่อิสระใดๆ ในเวลาต่อมาประเด็นเรื่องเพศ ( Gender ) ก็เป็นประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่สังคมจับตามอง บทบาทและสถานะทางสังคมของเพศหญิงก็ทำให้เกิดคำว่า Feminism ขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้หญิงทั้งหลาย เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิสตรี รวมถึงบทบาทและสถานะทางสังคมอีกด้วย Feminism จึงถือเป็น Co-culture อีกประเภทหนึ่ง

ลองมาดูวัฒนธรรมกระแสย่อยในประเทศไทยกันบ้าง ฉันเคยไปเที่ยวเกาะเกร็ดและเห็นวิถีชิวิตรวมถึงวัฒนธรรมของชาวมอญในละแวกนั้นซึ่งมี การผสมผสานทางด้านวัฒนธรรม acculturation) การปรับตัวให้เข้ากับสภาำพแวดล้อม(adaptation) และผสมกลมกลืนกันทางด้านวัฒนธรรม (assimilation) กับวัฒนธรรมของชาติเรา เราเรียกคนเหล่านี้ว่า คนไทย-มอญ พวกเขามีลักษณะทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย สาวแรกรุ่นจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ จะไม่ตัดผม จะไว้ผมยาวกันมากแต่จะรวบเก็บผมขึ้นไปเป็นมวย ดูเรียบร้อย สะอาดตา สวมผ้านุ่งสวยงาม ซึ่งเป็นลักษณะที่เป็นมาแต่ช้านาน ดังเช่นที่ นิราศภูเขาทองกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

” ถึงเกร็ดย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่า ผู้หญิงเกล้ามวยงามตามภาษา

เดี๋ยวนี้มอญถอนไรจุกเหมือนตุ๊กตา ทั้งผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย ”

นอกจากนี้สาวมอญทุกคนต้องมีวิชาติดตัวด้วย คือ วิชามอญรำ เพราะแสดงถึงความเป็นกุลสตรีที่ถูกอบรมสั่งสอนมาอย่างดี โดยมอญรำนี้ถือเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของชาวมอญ เมื่อมีงานสำคัญเช่นการต้อนรับ หรือพิธีศพ สาวมอญจะรำอย่างอ่อนช้อยสวยงาม ในด้านอาหาร ชาวมอญจะมีขนมจีน ( คะนอมจิน ) ข้าวแช่ กะละแม ในด้านประเพณี มีประเพณีหนึ่งที่เคยได้ยินบ่อยคือ การจุดลูกหนู ( ดอกไม้ไฟ ) ในพิธีเผาศพ และประเพณีอื่นที่เหมือนไทยก็คือ สงกรานต์ เป็นต้น และที่ขาดไปเสียมิได้เมื่อมาเกราะเกร็ด เราจะนึกถึงเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งที่เกาะเกร็ดแห่งนี้ ก็มีเครื่องปั้นดินเผาสวยงาม ที่แสดงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้ดีทีเดียว จากเรื่องของมอญ

มาต่อกันที่ วัฒนธรรมร่วม ไทย-มุสลิม บ้างดีกว่าทุกคนคงจะเคยได้ยินชื่อ “บางกะปิ “ หรืออาจเคยเดินเที่ยวเล่นอยู่แถวเดอะมอลล์บางกะปิ คำว่า “บางกะปิ ” นี้มีที่มาที่น่าสนใจ และเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมร่วมด้วย เหตุที่ได้ชื่อบางกะปิมา เป็นเพราะในละแวกนั้นชาวมุสลิมอาศัยกันอยู่เยอะ และทุกคนจะใส่หมวกที่มีชื่อว่า” หมวกกะปิยะ หรือ หมวกกะปิเยาะห์ ” เมื่อชาวไทยได้ยินจึงเรียกสั้นๆว่า ”กะปิ” จึงเป็นที่มาของเขตบางกะปิ นั่นเอง

สรุปแล้วจากการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมทำให้ฉันได้ทราบจุดดี จุดด้อย รวมถึงข้อแตกต่าง และเอกลักษณ์ ของวัฒนธรรมที่ต่างกัน วัฒนธรรมอยู่ในทุกสิ่ง ทุกอย่าง และอยู่รอบตัวเราเสมอ เพียงแต่เราเลือกที่จะมอง เราสามารถมองเห็นภาพของวัฒนธรรมได้ชัดเจนในสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม คือ เรื่องของอาหารการกิน การแต่งกาย ศิลปะต่างๆ แต่วัฒนธรรมที่แสดงเป็นนามธรรมเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน ทั้งระบบความคิดของคนชาตินั้นๆ ภาษา รวมถึงความเป็นมาอื่นๆ

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s