Journal 13 *

13th Journal

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

 

ภาษาในโลกมีหลากหลายตระกูลภาษาและในประเทศหนึ่งก็มิได้มีเพียงภาษาเดียวประเทศไทยใช้ภาษาตระกูลไต ซึ่งการแบ่งตระกูลของภาษามักแบ่งตามโครงสร้างทางภาษา โครงสร้างไวยากรณ์ ระบบเสียง การใช้คำเป็นต้น ถึงแม้ว่าภาษาจะมีความหลากหลายแต่ก็ยึดความเป็นกลุ่มไว้ในผู้ที่ใช้ภาษาเดียวกัน ภาษาเป็นหัวใจของวัฒนธรรม เพราะภาษามีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมมากเสียจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้  หากปราศจากเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นระบบแล้ว มนุษย์จะไม่สามารถรักษามรดกทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติไว้ได้ ยกตัวอย่างเช่น พวก Basques หรือEuskaldunak ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ระหว่างพรมแดนประเทศสเปนและฝรั่งเศส  ในสมัยสงครามกลางเมือง นายพลฟรันซิสโก ฟรังโก(Francisco Franco) ผู้นำประเทศสเปนซึ่งปกครองแบบใช้อำนาจเผด็จการ ต้องการรวมประเทศให้มีความเป็นเอกภาพ ผู้คนเป็นหน่วยเดียวกันทั้งทางด้านภาษา ศาสนาและวัฒนธรรม ดังนั้น การทำลายภาษาจึงถือเป็นการทำลายรากเหง้าวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของชาติที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด โดยนายพลฟรังโกได้ ออกกฎห้ามใช้ภาษาEuskara ซึ่งเป็นภาษาของพวก Basques ในโรงเรียน  ห้ามใช้ภาษาผ่านสื่อมวลชน ห้ามใช้ภาษาในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือแม้กระทั่ง ห้ามใช้ภาษาในที่สาธารณะ หนังสือถูกเผาทำลายทิ้งไปจนหมด ชื่อภาษาEuskara ไม่สามารถใช้ในพิธีล้างบาป(Baptism) ได้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกจารึกไว้ต้องถูกลบให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์

ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตถือเป็นช่องทางที่ผู้คนทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสารกันและโปรแกรมสนทนาอย่างเอ็มเอสเอ็นก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เยาวชนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกันมาก เพราะนอกจากจะติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวก รวดเร็วแล้ว ยังแสดงความเป็นอัตลักษณ์ได้อีกด้วย โดยในการสื่อสารมักใช้ภาษาที่เรียกว่า “ภาษาเอ็ม”  ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่หลายท่านกุมขมับออกมาต่อต้านการใช้ภาษาวิบัติ เพราะเกรงว่าเอกลักษณ์ของชาติจะเปลี่ยนไป โดยที่วัยรุ่นไทยมิได้ตระหนักว่าภาษาไทยเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติที่มีภาษาของตนมาตั้งแต่สมัยโบราณ และจากสาเหตุความมักง่ายและขาดความเข้าใจในภาษาทำให้ใช้ภาษาอย่างขาดประสิทธิภาพ โดยดัดแปลงภาษารูปแบบใหม่ในการสนทนา ทำให้ภาษาไทยที่สวยงามถูกทำลายลง นอกจากนี้ มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานว่ากระแสบริโภคนิยมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไทยและภาษาไทยในปัจจุบัน เพราะผู้ที่ใช้ภาษาวิบัติส่วนมากจะอยู่ในกลุ่มวัยรุ่น อันเป็นวัยที่ค้นหาตัวตนและไม่มีความรู้ ประสบการณ์ที่เพียงพอ จึงทำให้ตกเป็นเหยื่อของกระแสบริโภคนิยมได้โดยง่าย ดังนั้นการบริโภคเชิงสัญญะหรือการบริโภคที่บ่งบอกความเป็นตัวตนจึงตอบสนองความต้องการของเด็กกลุ่มนี้ โดยสร้างอัตลักษณ์ของตนผ่านภาษาแนวใหม่ที่พวกเขาสร้างขึ้น  แต่ในมุมมองของนักภาษาศาสตร์กลับคิดว่า ภาษาแสดงให้เห็นพัฒนาการทางด้านวัฒนธรรมในสังคม ภาษาที่ยังไม่ตายย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่แปลกที่คนไทยจะมีการใช้ภาษาผิดๆ หรือการที่นักจัดรายการวิทยุจะมีปัญหาพูด ร. ล. ไม่ชัด  ใช้ภาษาต่างประเทศแทรกแซงภาษาไทยอยู่เสมอ ( Linguistic Interference) เพราะภาษาเหล่านี้ต่างมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน  เมื่อมีการสัมผัสภาษา ( Language Contact) เป็นระยะเวลานาน จึงเกิดภาวะหลากหลายภาษา(Multilingualism) ขึ้นในสังคม และมีผู้รู้หลายภาษาเป็นส่วนใหญ่จึงมีการสลับภาษา(Language Switching) เช่นพูดภาษาไทยสลับกันไปมากับภาษาอังกฤษ และการปนภาษา(Language Mixing) ที่ใช้คำในภาษาหนึ่งในบริบทของอีกภาษาหนึ่ง เช่น “เธอเป็นคนที่มีสไตล์คนหนึ่งเลยนะ”   คำว่า “สไตล์”  ถือเป็นการปนภาษา เพราะในภาษาไทยจะใช้คำว่า “รสนิยม”   อย่างไรก็ตามการใช้ภาษาของแต่ละบุคคลยังสะท้อนระดับวัฒนธรรม ระดับการใช้ภาษาและรสนิยมของผู้ใช้ ดังนั้นควรเลือกใช้ให้ถูกต้องตามกาลเทศะและแวดวง และพึงระลึกเสมอว่าโลกของภาษาไม่ได้มีเพียงโลกเดียว แต่มีหลายสังคม หลายสภาพแวดล้อม ดังเช่นโลกของวัยรุ่น โลกของนักภาษาศาสตร์ โลกของกลุ่มอนุรักษ์นิยม  ดังนั้นเราซึ่งเป็นผู้ใช้ภาษาจึงควรมองอย่างลึกซึ้งและไม่แคบจนเกินไปนัก

กระบวนการผสมคำหรือกระบวนการสร้างคำ (Verbal Process) มีความหลากหลายและแตกต่างกันออกไปในแต่ละวัฒนธรรม โดยตัวอักษร องค์ประกอบ รวมถึงกฎไวยากรณ์ต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โครงสร้างประโยค( syntax) แบ่งเป็น2 แบบคือ Syntactic Classes ประกอบด้วย นาม กริยา และ คำคุณศัพท์ และ Syntactic functions ประกอบด้วยประธาน และกรรม โดยในแต่ละภาษาจะมีความแตกต่างกัน เช่น ภาษาเยอรมัน กรรมจะอยู่ข้างหน้ากริยา  ภาษาไทยไม่มีคำนำหน้านามอย่างในภาษาอังกฤษที่ต้องมี A An The และไม่มีการใช้คำคุณศัพท์อยู่หน้าคำนาม เป็นต้น  ความหมายเฉพาะกลุ่ม(lexicon) เป็นความรู้ที่เจ้าของภาษา(native speaker) มีเกี่ยวกับภาษาของตน และสะท้อนวิถีชีวิต ค่านิยม วัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษานั้นๆ ด้วย ภาษาไทยมีคำที่มีความหมายเฉพาะกลุ่มเยอะ เพราะคนไทยเป็นชาติที่ใช้ภาษาได้สนุกสนานที่สุดชาติหนึ่ง รู้จักเพิ่มเติมรสของภาษาได้ดี โดยมีตั้งแต่คำ ประโยค วลี และสำนวนภาษา เช่น ” กลับบ้านเก่า ” หมายถึง เสียชีวิต “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”  หมายถึงการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังมีการจัดประเภทของคำและวลี  รู้ว่าคำไหนเหมาะกับวลีใด ใช้ลักษณะนามในการจัดหมวดหมู่อีกด้วย เช่นเนื้อเพลง “ลักษณะนาม”  ของวงScrub ดังต่อไปนี้  “บุหรี่นั้นมีห้ามวน ไม่ดีไม่ควรจะลอง  นี่กล่องของเรา1ใบ ทำสไลด์ซื้อฟิล์ม 4 ม้วน  กินนมฉันกินเป็นกล่อง ละครนั้นมีหลายเรื่อง สุนัขหลายตัวเต็มเมือง มีกระโถนข้างตู้2ใบ”  นอกจากนี้การออกเสียง ( Phonology ) ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ เพราะเราควรรู้จักวิธีการออกเสียงอย่างถูกต้อง รู้จักกระบวนการเปล่งเสียงที่ถูกวิธี รวมถึงอวัยวะที่เกี่ยวข้องในการออกเสียง เพราะจะช่วยให้เราสื่อสารได้ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตามภาษามิใช่เพียงกลุ่มคำหรือกฎไวยากรณ์เท่านั้นแต่เป็นสิ่งสะท้อนวัฒนธรรมและการรับรู้ (perceive) ตลอดจนกรอบความคิดของมนุษย์ ( conceptualizes) ในการมองโลกและเรายังใช้ภาษาในการให้ความหมายประสบการณ์ที่เราพบเจอ หรือความรู้สึกประทับใจ ความรู้สึกดีหรือไม่ดี ตลอดจนภาษามีอิทธิพลต่อการมอง การจดจำถ่ายทอดสิ่งที่มนุษย์คิดออกมา ทว่าในบางครั้งสิ่งที่พูดก็มิใช่สิ่งที่คิดเสมอไป อย่างที่เราเรียกกันว่า “ปากไม่ตรงกับใจ”  นั่นเอง และยังพบภาษาที่มีการใช้สัญลักษณ์หรือให้ค่ากับสิ่งต่างๆ เพื่อสื่อความในสังคมเช่น คำว่า “แก้วตาดวงใจ”  ที่เปรียบคนรักเป็นตา เพราะให้ค่าว่าดวงตาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้นักภาษาศาสตร์ประมาณคำในภาษาอังกฤษที่ถูกใช้จำนวน500คำ สามารถผลิตความหมายได้ถึง14,000 ความหมายและไม่มีข้อจำกัดเพราะมนุษย์เริ่มให้ความหมายใหม่ๆเพิ่มขึ้น จึงมีคำเกิดใหม่ ( Neologism) เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก คำหนึ่งคำจึงมีหลากความหมาย เช่น “Ebony” แปลว่าไม้เนื้อแข็งที่อยู่ในเขตร้อนที่ใช้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ และแปลว่ากลุ่มคนผิวดำ “Lemon” นอกจากแปลว่ามะนาว ยังแปลว่าคนโง่ หรือสิ่งที่ไม่ได้เรื่อง ใช้การไม่ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการให้ค่าของผู้คนแต่ละวัฒนธรรมต่อคำเหล่านี้ด้วยเช่น  Security หรือการรักษาความปลอดภัยที่คนไทยเห็นความสำคัญน้อยมาก มีการดำเนินการที่หละหลวมจนรู้สึกไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมายเพราะความประมาทและไม่เห็นค่าของการรักษาความปลอดภัยเช่น อุบัติเหตุบนท้องถนนจากการที่รถบรรทุกขนเหล็กแล้วไม่ปิดผ้าหรือมัดเหล็กให้แน่น เหล็กจึงตกมากลางถนน หรือ การขี่มอเตอร์ไซน์โดยไม่ใส่หมวกกันน็อค  ไฟไหม้ผับซานติกาและสปริงเกิลไม่ทำงานจนไฟเผาวอดวาย เสียหายนับไม่ถ้วนจึงค่อยรู้สึกตัวทั้งๆที่วัวหายล้อมคอก อย่างไรก็คงไม่ทัน  Leadership หรือความเป็นผู้นำและDemocracy หรือประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะผู้นำที่ดีต้องมีความเป็นประชาธิปไตย เท่าเทียมกับผู้ตามสามารถชี้นำในสิ่งที่ดีและให้โอกาสผู้ตามตัดสินใจเลือก แต่ในประเทศไทยนั้นผู้ตามมักหลับหูหลับตาเชื่อผู้นำเสียทุกครั้งไป   Sexuality หรือเรื่องเพศก็เป็นเรื่องที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม บางประเทศก็เปิดกว้างในเรื่องเพศ มีการให้ความรู้แก่เยาวชนในด้านเพศศึกษาโดยบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียน มีการเสนอความคิดเห็น พูดคุยกันอย่างเสรี ประเทศเหล่านี้จะมีอาชญากรรมน้อยเนื่องจากมีความรู้ที่ถูกต้องและมีแนวทางปฏิบัติต่างกับประเทศที่มีมุมมองแคบและจำกัดความรู้ทางเรื่องเพศ  นอกจากนี้ในแต่ละวัฒนธรรมจะมีลักษณะในการใช้ภาษาที่แตกต่างกันเช่น ลักษณะความตรง(Directness) ไม่มีการเกริ่น ต้องการสิ่งใดก็พูดออกมาตรงๆ จะพบในวัฒนธรรมอเมริกา ส่วนชาวเม็กซิกันที่อยู่ในแถบอเมริกาใต้จะใช้ภาษาแบบอ้อม ( indirectness) และมีการรักษาหน้า ( face-saving) คล้ายคลึงกับชาวเอเชียตะวันออกเช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ที่ปฏิบัติตามแนวขงจื๊อ  การใช้ภาษาแสดงความสัมพันธ์ในสังคม ( Social Relationship) แบบชาวเอเชียก็จะเป็นแบบมีลำดับชั้น  มีความเป็นทางการสูง(Formality) นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาในการสื่ออารมณ์(Emotive expression) และเพิ่มความสนุกสนานในการใช้ภาษา(language enjoyment) ซึ่งได้แก่การพรรณนาหรือการสรรคำ เป็นต้น

ไม่มีภาษาใดๆ จะใช้แทนกันได้อย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นผู้แปลที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดสารควรตระหนักว่า เราไม่สามารถถ่ายทอดคำในภาษาหนึ่งมาเป็นอีกภาษาหนึ่งให้ตรงตามความหมายได้ทั้งหมด เพราะในภาษาหนึ่งๆก็มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง สภาพแวดล้อมหรือบริบทที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถแปลคำว่า “หิมะ” ได้หลายแบบอย่างชาวเอสกิโม ที่มีคำเรียกหิมะเยอะ เพราะเราไม่มีคำศัพท์ที่ใช้เรียก และเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับหิมะเนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยเป็นเขตร้อนชื้น ไม่มีหิมะตก หรือ ชาวตะวันตกอาจจะไม่เข้าใจคำว่า “เกรงใจ” ที่คนไทยพูดกันอยู่เสมอและไม่ทราบว่าจะใช้คำในภาษาอังกฤษคำใดแทน เพราะฉะนั้นในการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งการที่เราจะรับรสได้เท่ากับต้นฉบับอยู่ที่ประสบการณ์ของผู้แปลว่าจะสามารถถ่ายทอดสารนั้นได้ใกล้เคียงแค่ไหนและมีวิธีการเรียบเรียงอย่างไร

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s