Journal 12 *

12th Journal

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

       ในต้นชั่วโมง อาจารย์ได้กล่าวถึงการสอบมิดเทอมที่ผ่านพ้นไปซึ่งทำให้ฉันได้รู้ว่าตนเองบกพร่องตรงไหนและควรแก้ไขให้ถูกต้องอย่างไร การที่เราได้รับความรู้ที่ถูกต้องทำให้เรามีพื้นฐานความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้น เนื่องจากบทเรียนที่เราจะศึกษากันในปลายภาคเรียนนี้เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระและรายละเอียดที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้นฉันจึงตระหนักว่า พื้นฐานที่แข็งแรงย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราก้าวไปอย่างมั่นคง

 George Bernard Shaw นักวิจารณ์และนักเขียนบทอันเลื่องชื่อซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลและรางวัลออสการ์การันตีผลงานชั้นยอด ผู้กล่าวว่า “You see things; and you say, ‘Why?’ But I dream things that never were; and I say, “Why not?”   ประโยคนี้เองเป็นสิ่งแรกๆที่ฉันนึกถึงเมื่อชมเรื่องราวอันน่าทึ่งจบลง โดยเรื่องราวในYoutube ได้นำเสนอหนังสือ “The Secret” ที่เป็นแรงบันดาลใจให้อเมริกันชนจำนวนมากลุกขึ้นมาสร้างปาฏิหาริย์ในชีวิต โดยเชื่อว่าความคิดคือพลังสู่ความสำเร็จ มีการจัด Workshop ขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้สึกที่มีต่อชีวิตใหม่ของตน  ทั้งการจัดWorkshopและหนังสือ How-to ที่มีเป็นจำนวนมากในตลาดอเมริกาก็เป็นสิ่งที่สะท้อนวิถีชีวิต ค่านิยมในสังคม รวมถึงวัฒนธรรม ความเป็นอเมริกันได้อย่างดีเยี่ยม ชาวอเมริกันให้ความสนใจในกฎแห่งการดึงดูด ( The Law of Attraction) ซึ่งเป็นกฎทองที่จะนำพาชีวิตให้ประสบความสำเร็จ  ไม่ใช่เพียงแค่การมองโลกในแง่ดีเท่านั้น แต่ต้องมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ดีจะเกิดขึ้นและการรับก็เป็นอีกขั้นตอนที่ยากที่สุดในกุญแจทั้งสามที่จะไขประตูสู่ความสำเร็จ Oprah Winfrey เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก แต่ก่อนที่เธอจะมีชีวิตอย่างเช่นทุกวันนี้ เธอต้องผ่านสิ่งเลวร้ายมานับครั้งไม่ถ้วน อย่างที่เราทราบกันดีว่าความสำเร็จไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูปที่ได้มาโดยง่าย หากเธอไร้ความมั่นใจ ไม่มีทัศนคติที่ดีและปราศจากการเชื่อมั่น ความนับถือตนเองแล้ว เธอคงเป็นเพียงผู้หญิงเชื้อสายแอฟริกัน- อเมริกันธรรมดาๆคนหนึ่งที่นั่งสงสารตัวเองที่เกิดมาเป็นเพียงลูกเป็ดขี้เหร่  แต่เธอไม่ใช่คนอย่างนั้น เธอรู้ว่าตนเองมีศักยภาพมากพอที่จะสร้างความมหัศจรรย์ให้แก่ชีวิต และเธอก็เลือกรับบทโซเฟีย ในภาพยนตร์เรื่อง The color purple ที่สะท้อนความยากลำบากของคนผิวดำ ความสามารถของเธอฉายแววขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเธอก็ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าแม่ทอล์กโชว์แห่งรายการ The Oprah Winfrey Show ที่กระชากเรตติ้งสูงในอเมริกาและถูกซื้อไปออกอากาศในนานาประเทศทั่วโลก เหตุที่เธอก้าวมาถึงจุดนี้ได้เป็นเพราะเธอยึดหลัก The Law of Attraction มาตลอดนั่นเอง นอกจากนี้  Mark Zuckerberg หนุ่มกีคส์ ( Geek)  ผู้ก่อตั้งFacebook สังคมไซเบอร์สุดฮิตที่มีผู้ลงทะเบียนเข้าเป็นสมาชิกกันอย่างล้นหลาม ก็ใช้กฎแห่งการดึงดูดหรือ “The Law of Attraction” เช่นกัน   Mark เป็นผู้ชายที่ประสบความสำเร็จในขณะที่อายุเพียง24ปี และกลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับที่มีรายได้รองจากGoogle นอกจากนี้เขายังเป็นไอคอนแห่ง Silicon Valley อีกด้วย  เว็บสังคมออนไลน์อย่าง Facebook มีข้อดีหลายอย่างที่ดึงดูดให้ผู้คนร่วมลงทะเบียนเป็นสมาชิก ยกตัวอย่างเช่น การคำนึงถึงความปลอดภัยและสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิก โดยดำเนินการปกป้อง ความเป็นส่วนตัว ( Privacy) ของผู้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ  ฉันคิดว่าการได้เรียนรู้ชีวประวัติบุคคล ทั้งวิถีชีวิตและความเป็นมาก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล  การที่เราจะเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวางได้นั้น ต้องเป็นคนที่มองพ้นตัวเองเสียก่อน กล่าวคือ หัดเรียนรู้จากผู้อื่นให้เป็น โดยเฉพาะวิธีการคิดอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน  ดังนั้นการได้ทราบเรื่องราวของคนๆหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อให้เรารู้ว่า ผู้นั้นประสบความสำเร็จมากแค่ไหน แต่เพื่อให้เรารู้ว่าบุคคลนั้นประสบความสำเร็จอย่างไร เพราะสิ่งที่วัดความสำเร็จของคนไม่ใช่เพียงเงินตราหรือความเป็นวัตถุนิยมชั้นดีเท่านั้น  ฉันเรียนรู้ว่าการที่บุคคลทั้งหลายประสบความสำเร็จ เพราะเขาคิดว่าตัวเขาทำได้ เขามีความนับถือตนเองสูง เพราะทุกอย่างอยู่ที่ความคิดของเรา หากเรามองว่าสิ่งนั้นเป็นไปได้ มันย่อมเป็นไปได้อย่างแน่นอน ซึ่งความจริงแล้วความคิดเช่นนี้มิใช่ของใหม่แต่อย่างใด  พระพุทธเจ้าได้ค้นพบมาก่อนและเรียกว่า “พลังของการตั้งจิตมั่น” นั่นเอง

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อยู่ร่วมกันโดยมีภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารกันในสังคม โดยถ่ายทอดความคิด (Thinking) ความต้องการ และอารมณ์ (Emotive Expression) สื่อสิ่งที่อยู่ในใจให้ผู้อื่นได้รับรู้   แม้แต่ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเช่นการทักทายและการกล่าวอำลา ( Phatic Interaction) ก็ต้องอาศัยภาษาเช่นกัน นอกจากนี้การที่คนในสังคมใช้ภาษาเดียวกันก็ทำให้เกิดความรู้สึกเป็น “พวกพ้อง”  จึงสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันได้ง่าย มีความสามัคคีและการร่วมมือกันมากขึ้น  นอกจากนี้เรายังใช้ภาษาแสดงอัตลักษณ์ ( identity Expression) และเก็บรักษาประวัติศาสตร์(Keeping of History) ยกตัวอย่างเช่น ชาวเมารี ซึ่งเป็นกลุ่มคนพื้นเมืองในประเทศนิวซีแลนด์ที่ยังคงรักษาเรื่องราวประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของตนไว้ได้โดยผ่านการสื่อสารนั่นเอง  พิธีHaka ของพวกเขาเป็นที่รู้จักและแสดงให้เห็น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ( Unity)  แสดงอัตลักษณ์ (Identity)  บ่งบอกสถานะหรือตำแหน่ง (Positon)  ภาษาที่ใช้พูดแสดงความเข้มแข็ง ดุดัน ปลุกเร้าให้เกิดความฮึกเหิม แสดงความเป็นนักรบและกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของพวกตน นับตั้งแต่แรกเริ่มที่เป็นผู้พิทักษ์ดินแดนเห่งนี้ (Guardian of The Land)  รวมถึงลักษณะการใช้ชีวิต ลักษณะการกินที่นิยมบริโภคเนื้อมนุษย์ (Cannibalism)  เป็นอาหาร นอกจากนี้ ในพิธีมิซซา ( Mass) ของชาวคริสต์ ยังแสดงการใช้พลังของภาษามาควบคุมความเป็นจริง ( Control of Reality)  โดยเรียกแทนขนมปังและเหล้าองุ่นว่า ร่างกายและเลือดของพระเยซู

จากคำกล่าวของ Federico Fellini’s   ว่า “ A different language is a different view of life”  หรือ ภาษาต่างกันย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ละเลยไปไม่ได้ในการสื่อสารคือ เราต้องทราบวัฒนธรรมของผู้อื่นด้วย นี่เป็นสิ่งที่อาจารย์คอยย้ำเตือนพวกเราอยู่เสมอว่าในการสนทนากับผู้ที่มาจากต่างวัฒนธรรมต้องทราบว่าสิ่งใดควรพูดหรือไม่ควรพูด ถึงแม้เราจะเป็นผู้ที่คล่องทักษะทั้งสี่แต่หากไร้ความรู้ด้านวัฒนธรรม เราคงไม่สามารถดำเนินบทสนทนาให้ต่อเนื่องและราบรื่นได้  และนั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราเป็นนักสื่อสารที่ไร้ประสิทธิภาพ (A fluent fool)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s