Journal 10 *

Journal 10

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

มาถึง Journal ครั้งที่สิบแล้ว สำหรับครั้งนี้ฉันก็ได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลกที่มีวัฒนธรรมอันหลากหลายประกอบกัน โดยมีแง่มุมต่างๆที่ฉันได้เก็บเกี่ยวมารวมไว้ดังนี้เริ่มด้วยการสื่อสารแบบคำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่ำไปจนถึงการสื่อสารแบบคำนึงถึงสภาพแวดล้อมสูง ( Low – High Context Communication) อย่างที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นมีลักษณะการสื่อสารที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมสูง ( High Context Communication) ไม่ว่าประเทศญี่ปุ่นจะก้าวหน้า พัฒนาตามโลกที่หมุนไปเร็วเพียงใด ล้ำหน้าทางเทคโนโลยีหรือการทำธุรกิจแค่ไหน แต่มรดกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นก็ยังคงเดิม กล่าวคือ สภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นเป็นเกาะ ผู้คนจะรวมกลุ่มกัน และมีความเชื่อ ความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิสูง เช่น การสังหารโหดที่นานกิง ก็เป็นสิ่งแสดงให้เราเห็นว่า คนญี่ปุ่นมีความจงรักภักดีต่อประมุขของตนอย่างแรงกล้า อสุมะ ชิโร ทหารญี่ปุ่นนายหนึ่งกล่าวว่า “ความจงรักภักดียิ่งใหญ่กว่าภูผา หากชีวิตของผมเองยังไม่สำคัญ ชีวิตของ ศัตรูก็ยิ่งสำคัญน้อยเสียจนไม่มีค่าอะไรเลย” และนี่คือ มุมมอง (World view ) ของชาวญี่ปุ่นที่ถูกปลูกฝังมาเช่นนั้น แม้แต่ยุทธการพลีชีพที่เรียกว่า“ กามิกาเซ” ก็เป็นสิ่งที่แสดงความเชื่อของคนญี่ปุ่นในด้านการทำสงครามเพื่อขยายแสนยานุภาพ เสียสละเพียงหนึ่งชีวิตแลกกับชีวิตของศัตรูนับร้อย นับพันและยังไม่รวมถึงฐานทัพศัตรูที่ได้รับความเสียหายมาก นับว่าเป็นการกระทำที่คุ้มแสนคุ้มในความคิดของคนญี่ปุ่น จากเหตุการณ์ในอดีตมาถึงปัจจุบัน เราจะเห็นได้ชัดทีเดียวว่าวัฒนธรรมเช่นนี้ยังสืบต่อมา สังเกตจากวัฒนธรรมองค์กรของชาวญี่ปุ่นที่ฝังรากลึกลงไป คนญี่ปุ่นจะมีระเบียบวินัย มาทำงานเช้า ไม่กลับบ้านเร็ว พนักงานทุกคนมีความขยันขันแข็ง เต็มที่เสมอเพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า เมื่อคนญี่ปุ่นในวัฒนธรรมที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมสูง มาพบกับคนตะวันตกซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่ำ ปัญหาย่อมเกิดได้ทุกเมื่อ ดูอย่างในโรงงานโตยาตา ที่คนตะวันตกทำงานให้คนญี่ปุ่น หากไร้ความรู้ด้านวัฒนธรรมของแต่ละฝ่าย ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นมากเนื่องจากลักษณะการสื่อสารที่มีความแตกต่างกันแล้ว มุมมองยังแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะในขณะที่คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าต้องทำเพื่อองค์กร แต่คนตะวันตกมีความคิดว่า ต้องทำเพื่อตนเองจึงมีการเรียกร้องสวัสดิการพนักงานมาก นอกจากนี้ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จะมีลักษณะสื่อสารแบบอิงกลุ่ม ต้องอาศัยการตีความเยอะ ( Implicit) ผ่านการขัดเกลาภาษา ( Elaborate)มีความเป็นพิธีการสูง ( Formal ) ดูอย่างพิธีทางการทูตของประเทศญี่ปุ่นในงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมุขของญี่ปุ่นแทบจะเป็นประเทศเดียวที่ทำถูกต้องตามพิธีการ เนื่องจากผ่านการฝึกฝนมาดีในราชสำนัก แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มาจากวัฒนธรรมแบบคำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอเมริกา ซึ่งลักษณะการสื่อสารเป็นไปแบบ ง่ายๆตรงๆ ( Succinct ) ไม่สนใจการรักษาหน้าแบบวัฒนธรรมตะวันออก ก็ใช่ว่าจะไร้มารยาท ไร้จิตสำนึกจนไม่รู้ว่าเรื่องใดควรพูด หรือไม่ควร เพราะผู้คนไม่ว่าจะมาจากวัฒนธรรมใดย่อมมีมารยาท หรือ สามัญสำนึก ( Common sense)ติดตัวมาเช่นกัน

นักสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ( Effective Communication ) เป็นอย่างไร

1. รู้ว่าเมื่อไหร่ตนเองมีอคติ ( Prejudices) ในการสื่อสารเราควรรู้ตัวว่าเมื่อไหร่ที่มีอคติต่อผู้ที่มาจากวัฒนธรรมอื่น จะได้ระวังการแสดงออก ระวังภาษากาย ( Body Language) ระวังคำพูดที่สื่อสารออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนจิตใจขอผู้รับสาร รวมถึงลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้

2. มีความสนใจวัฒนธรรมอื่นอย่างแท้จริง รวมถึงความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจในความแตกต่าง และเคารพความเป็นตัวของตัวเองของวัฒนธรรมนั้นๆ

3. อย่าใช้มุมมองในวัฒนธรรมตนตัดสินวัฒนธรรมอื่นว่าเป็นสิ่งที่ผิด เช่น การล่าปลาวาฬ หากเราใช้มุมมองในวัฒนธรรมของเราเข้าตัดสินแล้ว เราจะเป็นคนที่ไม่เปิดใจทันที เราจะตัดสินว่า การล่าปลาวาฬเป็นสิ่งที่ผิด เป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทั้งๆที่คนในวัฒนธรรมนั้น เขาล่าปลาวาฬเพื่อเป็นอาหาร เขาต้องล่า ฆ่า กินเพื่อความอยู่รอดในฤดูหนาวอันยาวนาน หากเราไม่เข้าใจในวัฒนธรรมอันแตกต่างและไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายที่โลกมีแล้ว โลกในปัจจุบันก็ไม่มีที่ยืนให้คนจิตใจคับแคบเช่นกัน นอกจากนี้ เราควรมองดูความต่างว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรค่าต่อการเรียนรู้ ไม่ใช่มองว่าวัฒนธรรมอื่นด้อยกว่าวัฒนธรรมเรา ไม่ควรเอากรอบมาตรฐานของตนไปครอบผู้อื่น ควรเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะได้เพิ่มความรู้โดยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะแต่ละวัฒนธรรมต่างมีคุณค่า ( Value ) อยู่ในตัวเองทั้งสิ้น

วิถีชีวิตแบบบริโภคนิยม ( Materialism lifestyle ) บอกอะไรเราบ้าง

การบริโภคมีความสัมพันธ์กับการสื่อสาร โดยชี้ให้เห็นทิศทางของกระแสสังคมที่ให้ค่าแก่วัตถุภายนอกเน้นสื่อสารอัตลักษณ์ของผู้คนในสังคมผ่านทางวัตถุ นักการตลาดสามารถมองผู้บริโภคและเสนอความต้องการในสิ่งที่ขาดแก่พวกเขาได้ นอกจากนี้คนในสังคมยังพร้อมถูกชี้นำ พร้อมรับสิ่งที่ขาดไป ยกตัวอย่างเช่น ดีไซเนอร์กางเกงยีนส์ชื่อก้อง คาลวิน ไคลน์ ที่สร้างค่า ( Value ) ให้แก่กางเกงยีนส์โดยสื่อว่า กางเกงยีนส์ของเขาใส่แล้วจะมีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม (sex appeal ) โดยนำจุดที่มนุษย์ต่างมีเหมือนกันหมดคือ ความเคารพในตนเอง (self-esteem ) กางเกงยีนส์ของคาลวิน ไคลน์ จึงเป็นคำตอบสำหรับผู้ต้องการถ่ายทอดความเป็นตนเองออกมา หรือแม้แต่การที่คนเราใช้น้ำหอม ก็เพื่อจะสื่อสารความเป็นอัตลักษณ์ออกมานั่นเอง โดยเกิดการเลือก ( Selectivity ) ขึ้นและยอมเสียเงินจำนวนมากเพื่อให้ค่าความรู้สึกแก่สิ่งนั้น นอกจากนี้การที่คนในสังคมเสพแฟชั่น มีความสุขในการจับจ่ายใช้สอยก็ทำให้นักการตลาดเสนอสินค้าต่างๆต่อผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นและขยายฐานการใช้ชีวิตแบบบริโภคนิยมไปในวงกว้าง ถึงแม้ว่า วิถีชีวิตแบบบริโภคนิยมจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ทว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม เพราะในปัจจุบันองค์กรหรืออุตสาหกรรมต่างๆ หันมาสนใจการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น หันมาผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาเล็งเห็นแล้วว่า มนุษย์จะอยู่ได้อย่างไรกันเล่า ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอันเลวร้ายจากการทำอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว

มนุษย์เป็นอย่างไร

1. Evil

มีความเชื่อว่ามนุษย์เลวโดยกำเนิด เพราะมีบาปติดตัวตั้งแต่เกิด ( Original Sin ) เป็นเอกเทวนิยม นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว โดยเชื่อว่าพระเจ้าเท่านั้นที่จะล้างบาปที่ติดตัวมาแต่เกิดได้และจะเชื่อโดยไร้เงื่อนไข เพราะหากเขามีความเชื่อและมีความศรัทธาต่อพระเจ้ามาก เขาจะรอดจากการตกนรก นอกจากนั้นคนในวัฒนธรรมนี้ยังไม่เชื่อเรื่องการเกิดใหม่ แต่จะเชื่อว่าตนมีเพียงชีวิตเดียวดังนั้นลักษณะการใช้ชีวิตของคนในวัฒนธรรมนี้จะมีวินัยในตัวเองสูง พึ่งพาตัวเองมาก และให้ความสำคัญกับการศึกษา

2. Good and Evil

วัฒนธรรมที่เชื่อว่ามนุษย์มีทั้งดีและเลวปะปนกัน ลักษณะเช่นนี้มักเกิดในวัฒนธรรมยุโรปมากทีเดียวถึงแม้จะมีความเชื่อในพระเจ้าแต่โดยรวมแล้วมักจะเชื่อตนเองมากที่สุด

3. Goodness

วัฒนธรรมที่เชื่อว่ามนุษย์นั้นดีโดยกำเนิด มองโลกในแง่ดี (optimism) เป็นความเชื่อที่พบเห็นได้ในศาสนาพุทธ และความเชื่อแบบขงจื๊อและเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์แปดเปื้อนคือสังคมและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมตัวตนของมนุษย์ในภายหลัง

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ

1. ธรรมชาติเป็นนาย คนเป็นบ่าว

ลักษณะความเชื่อเช่นนี้ มนุษย์จะมองตนเองต่ำต้อยกว่าธรรมชาติ โดยถือว่าธรรมชาติเป็น”แม่” ที่ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งดังนั้นความเป็นไปของชีวิต ชะตากรรม พรหมลิขิต รวมถึงลักษณะทางพันธุกรรมจะถูกควบคุมโดยธรรมชาติมนุษย์เป็นเพียงผู้ที่เล่นตามกฎที่ธรรมชาติวางไว้เท่านั้น

2. คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

คนจะไม่เอาชนะ หรือไม่ดัดแปลงแก้ไขธรรมชาติ แต่จะอยู่ร่วมกันอย่าง “มิตร” อย่างเช่นนักปรัชญาจีน นามว่า จวงจื่อ สอนไว้ว่า คนเราจะบรรลุธรรมได้ต่อเมื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืนกัน อย่างเช่น นกกระเรียนขายาว เป็ดขาสั้น ธรรมชาติมอบลักษณะสัตว์เหล่านี้มาเช่นนั้น หากเราไปลดทอน ดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติก็จะเกิดผลร้ายได้ ความเชื่อเช่นนี้ปรากฏในศาสนาพุทธและศาสนาเซน

3. คนเป็นนาย ธรรมชาติเป็นบ่าว

ลักษณะเช่นนี้ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ” พระเจ้าสร้างมนุษย์ มีอำนาจปกครองฝูงปลาในทะเล หมู่นกในอากาศ ปศุสัตว์ พื้นดินและทุกสิ่งที่เลื้อยบนพิภพ” (Genesis,1:26) และคำที่พระเจ้ากล่าวกับมนุษย์ว่า ” จงเจริญพันธุ์ บำรุงผืนดินและครอบครองมัน” (Genesis 1:28) นอกจากนี้ลักษณะความเชื่อว่า ” ผู้เข้มแข็งอยู่รอด” จากทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน บิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ ก็ทำให้มนุษย์มีแนวคิดที่ว่าตนคือชาติพันธุ์ที่เข้มแข็ง มีสติปัญญาเฉียบแหลมเหนือทุกสิ่ง เพราะฉะนั้นจึงมีพฤติกรรมที่ชอบหาข้อมูล หาสถิติประกอบ มากกว่าจะใช้ความรู้สึกละเอียดอ่อนสัมผัสกับธรรมชาติเพราะถือว่าไม่มีแนวพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นชาวตะวันตกมักมองธรรมชาติในลักษณะผู้รับใช้มนุษย์ มากกว่ามองอย่างเป็นมิตรแบบวัฒนธรรมตะวันออก

มนุษย์กับเวลา (Time Orientation)

1. Past Orientation

วัฒนธรรมเช่นนี้ผู้คนมักมีความสุขอยู่ในอดีต ยกตัวอย่างเช่น ประเทศฝรั่งเศสหรือโปรตุเกส ที่พอใจกับอดีตอันรุ่งเรืองของตนดังนั้นเราจะเห็นว่าวัฒนธรรมเหล่านี้จะให้ค่าแก่ประเพณีอันเก่าแก่ที่ไม่ยอมให้เลือนหายไปง่ายๆ

2. Present Orientation

วัฒนธรรมที่ผู้คนมีความสุขในปัจจุบัน เน้นความสำคัญของ ” ตอนนี้ เดี๋ยวนี้” ไม่สนใจอนาคต อย่างเช่นประเทศบราซิล ที่มีการจัดเทศกาลคาร์นิวัล ที่ยิ่งใหญ่ ดื่ม กิน เฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่ จะว่าไปแล้วคนไทยก็จัดอยู่ในประเภทนี้เหมือนกัน เพราะเป็นชาติที่รักสนุก ชนชั้นกรรมมาชีพเอง ก็จะมีความสุขกับปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว เพราะหลังเลิกงานก็จะนำเงินที่ได้มากระดกเหล้าเข้าคอกันอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ หากกล่าวถึงลักษณะการทำงาน จะเป็นไปแบบสบาย ไม่เร่งรีบ มีเวลาพักเยอะ

3.Future Orientation

วัฒนธรรมที่ผู้คนทำทุกอย่างเพื่ออนาคต ยกตัวอย่างเช่นประเทศอเมริกาที่คนในวัฒนธรรมเป็นพวกหัวก้าวหน้า ที่มักเคลื่อนไปข้างหน้า มากกว่าจะหันมามองข้างหลัง เป็นต้น

การที่คนให้ความสำคัญกับเวลาต่างกันเกี่ยวข้องกับนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง หรือ ดินพอกหางหมู (Procrastination) อย่างไร

คนที่มีลักษณะแบบดินพอกหางหมูนั้นจะใช้เวลาน้อยกับสิ่งที่ตนทำได้แต่จะใช้เวลามากกับงานที่ตนทำไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นคือ คนเหล่านี้ไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังใช้เวลาอย่างไร้ประโยชน์ จัดสรร บริหารเวลาไม่เป็นในที่นี้จะแบ่งคนออกเป็น 5 ประเภท

1. Past negative

คนที่มองอดีตแบบขมขื่น ติดอยู่กับช่วงเวลาอันเลวร้ายในอดีต จะเป็นพวกย้ำคิด ย้ำทำ มองอะไรเป็นแง่ลบตลอดเวลา

2. Present hedonistic

คนประเภทที่มีความสุขกับปัจจุบัน ยอมเสี่ยง เพื่อหลีกเลี่ยงความน่าเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น

3. future

เอาแผนการ (Plan) หรือเป้าหมาย (Goal) เป็นตัวกำหนดทิศทางการดำเนินชีวิต แม้มีสิ่งยั่วยวนก็ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเหล่านั้น

4. Past positive

คนประเภทนี้วิธีการมองโลกและการใช้ชีวิตจะแตกต่างจากประเภทแรก โดยคนเหล่านี้มักจะมีความสุขกับช่วงเวลาในอดีตและจมปลักอยู่ในความสุขนั้น หรือมีพฤติกรรมแบบฝันกลางวัน

5. Present fatalist

คนประเภทนี้จะอยู่อย่างไร้ซึ่งความหวังในอนาคต

เมื่อรพีพรรณกล่าวเรื่องนี้ทำให้ฉันคิดต่อไปว่า เวลามีส่วนสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของเรา ตัวฉันเองมีลักษณะในรูปแบบที่สองคือ เป็นพวกที่มีความสุขอยู่ในปัจจุบันและนิสัยนี้เองทำให้ฉันเป็นคนที่ผัดวันประกันพรุ่งเสมอๆ กล่าวคือ ตามปกติเมื่อใกล้สอบ เราทุกคนจะขยันมากขึ้น เราจะต้องอ่านหนังสือ ติวกันเต็มที่ เพื่อหวังความสุขระยะยาวจากการที่ได้เกรดเอ แต่ฉันกลับสันหลังยาวมากขึ้นและมักมีข้ออ้างแบบแปลกๆเสมอ เช่น “เดี๋ยวค่อยอ่านน่า เราต้องหาความรื่นรมย์ให้ชีวิตก่อนสิ” ดังนั้นในช่วงสอบที่ทุกคนพยายามกันอยู่ จะเห็นฉันออนไลน์โปรแกรมเอ็มเอสเอ็นทั้งวัน โหลดเกมส์มาเล่นกระหน่ำ เพราะฉันรู้สึกคันไม้คันมือสุดๆ หรือแม้แต่ขนนิยายมาอ่าน โดยไม่ยอมเก็บไว้อ่านหลังสอบ เพราะฉันไม่ชอบอ่านหนังสือค้างคา โดยเชื่อว่าการทำเช่นนั้น ทำให้เสียรสของนิยายนั้นไป นอกจากนั้น ฉันยังหาเรื่องไปดูภาพยนตร์ที่เข้าฉายช่วงนั้นด้วย สำหรับฉันแล้วทุกอย่างในช่วงใกล้สอบ มันน่าสนุกหมด จนอดทนรอแทบไม่ไหว ฉันจึงยอมเสี่ยงที่จะไม่อ่านหนังสือ นิสัยเสียของฉันยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะเมื่อเวลาที่จะเอาไปใช้กับการอ่านหนังสือหมดไปกับการแสวงหาความรื่นรมย์ของชีวิต ฉันจึงใช้เวลาที่นั่งอยู่บนรถอ่านหนังสือแทนและนั่นทำให้สายตาฉันสั้นและเอียงเพิ่มขึ้นอีก….เพราะฉะนั้นจากการที่รพีพรรณได้กล่าวถึงบุคคลทั้ง 5 ประเภทนี้ ทำให้ฉันรู้ตัวเองและฉันจะพยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนิสัย พฤติกรรมของฉันให้เป็นแบบที่สามคือ มีเป้าหมายในการใช้ชีวิตและจะไม่ตกเป็นเหยื่อพฤติกรรมของตนอีก

มนุษย์กับการทำกิจกรรม ( Activity Orientation )

1.Being Orientation

สนใจความเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ เน้นความสนุกสนาน ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในแต่ละวัน อย่างเช่นคนไทย ตามที่กล่าวมาในหัวข้อข้างต้นแล้ว คือชนชั้นกรรมมาชีพมักดื่มเหล้าทุกวัน เพื่อสร้างความสุขให้ตนเอง เนื่องจากเป็นความสุขที่หยิบฉวยง่ายที่สุด

2. Being in becoming

เน้นความสุขระยะยาว ความสุขในภาคภาคหน้าอันจะเกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมนั้นๆเช่นการนั่งสมาธิ เป็นการรักษาสภาพจิตใจและระบบการทำงานของร่ายกาย รวมถึงรักษาคลื่นสมองให้อยู่ในระดับปกติ รักษาอาการทางกายอีกด้วย โดยมักเชื่อว่า ” จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” โดยจิตใจจะมีความสัมพันธ์ต่อร่างกายมาก

3. Achievment

กิจกรรมที่ทำมักเป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติเพื่อสังคม คนอื่นๆ เช่น กิจกรรมอาสาสมัคร ( volunteer ) ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอเมริกาที่เป็นต้นแบบกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อสังคม ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมของเขาจะมีความเป็นปัจเจกบุคคล ต่างคนต่างอยู่ มีการแข่งขันสูง แต่คนในสังคมก็พร้อมช่วยเหลือกัน ดังนั้นกิจกรรมอาสาสมัครของประเทศอเมริกาที่มีความเป็นระบบ จึงเป็นต้นแบบให้นานาประเทศ รวมถึงประเทศไทยอีกด้วย

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s