Journal 15 *

15th Journal

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

ประเทศอเมริกาเปรียบเหมือนชามสลัด (Salad bowl) ซึ่งรวบรวมผู้คนจากทุกมุมโลกที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภาษาและวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ในแต่ละปี จำนวนผู้อพยพชาวเม็กซิกันในประเทศอเมริกาเพิ่มมากขึ้น ผู้คนเหล่านี้เดินทางมาแสวงหาชีวิตที่ดีและโอกาสในการทำงาน ซึ่งดีกว่าทนตรากตรำอยู่ในประเทศตน คล้ายกับนักเสี่ยงโชคชาวไทยที่เดินทางไปขายแรงงานที่ประเทศดูไบ ชาวเม็กซิกันเป็นแหล่งแรงงานราคาถูก มีผู้ว่าจ้างมากและคนเม็กซิกันเป็นพลังสำคัญในการหมุนวงล้อเศรษฐกิจของประเทศอเมริกาให้เคลื่อนต่อไปใน Youtubeตอน life in the United states เผยชีวิตของผู้อพยพที่อยากเป็นพลเมือง(citizen)ประเทศอเมริกาซึ่งต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง มีการใช้โครงสร้างของภาษาที่ผสมผสานกันในสังคมเช่น ใช้ภาษาที่เรียกว่า Spalish คือภาษาสเปน ปะปะกับภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ ในปัจจุบันภาษาทางเลือก (Alternative language) เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันในแต่ละกลุ่ม บ่งบอกความเป็นอัตลักษณ์ ความเป็นสมาชิกของกลุ่มและโครงสร้างทางสังคมอีกด้วย

ประเภทของภาษาทางเลือก (Types of alternative languages)

1.ภาษาในสังคมของพวกนอกกฎหมาย (Cant)

ภาษานี้ใช้ในกลุ่มหรือสังคมของผู้ที่อยู่นอกกฎหมาย เช่น คนคุก ฆาตกร โสเภณี และเป็นส่วนหนึ่งของภาษาเฉพาะอาชีพ(Jargon) แต่แยกไว้ใช้สำหรับบุคคลในกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น โสเภณีที่ต้องใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกันอย่างลับๆ โดยไม่ให้ผู้อื่นนอกเหนือจากกลุ่มตัวเองทราบ เพราะอาจเกิดอันตราย โดยมีคำเรียกแทนคนประเภทต่างๆ เช่น Gorilla ใช้เรียกผู้ชายที่ชอบทุบตี

2. ภาษาเฉพาะอาชีพ(Jargon)

เป็นภาษาที่ใช้ในแวดวงอาชีพต่างๆ ที่ผู้อยู่ในอาชีพนั้นจะรู้จักและใช้สื่อสารกันในกลุ่มเช่นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน(flight attendant)อาชีพในฝันของสาวหลายๆคนก็มีภาษาเฉพาะแวดวงที่น่าสนใจอยู่มากทีเดียว เช่น เที่ยวบินข้ามคืน เรียกว่า Red eye  MCO(Miscellaneous charge order) คือคูปองที่สายการบินออกให้แก่ผู้โดยสารเพื่อใช้เป็นส่วนต่างของค่าตั๋วเครื่องบินหรือในแวดวงการท่องเที่ยวจะแบ่งประเภทนักท่องเที่ยวหลายประเภทซึ่งนักท่องเที่ยวที่รักความสะดวกสบาย มีรายได้สูงจะเรียกว่า Phychocentric ศัพท์ช่างคำว่า “cripple wall” แปลว่า กำแพงที่ผุพังจนใช้การไม่ได้ จะไม่ใช้กับคนเด็ดขาด หากใช้กับคน เราจะใช้คำว่า disableที่แปลว่าผู้พิการหรือทุพพลภาพแทน จึงจะเหมาะสม นอกจากนี้ภาษาเฉพาะอาชีพเป็นสิ่งที่นักแปลอย่างเราๆสมควรเรียนรู้ไว้เสมอ เพราะศัพท์บางคำมีความหมายตรงข้ามเมื่ออยู่ในแวดวงหนึ่ง เช่นคำว่า “Bad” ในแวดวงดนตรีแจ๊ซแปลว่า ดี

3.ภาษาลับ(Argot)

เป็นภาษาอีกระดับที่ใช้กับมากในหมู่กรรมกรหรือผู้ใช้แรงงาน มีการแบ่งชนชั้นทางสังคมด้วยการใช้ภาษา  คนอเมริกันเมื่อสังเกตปกเสื้อของบุคคลต่างๆ เขาจะแยกออกทันทีว่าบุคคลนั้นมีสถานะทางสังคมเช่นใดจึงกลายมาเป็นคำเรียกแทนผู้ใช้แรงงานว่า blue collar worker และเรียกผู้ที่มีอาชีพสูงกว่าว่า White collar worker  นอกจากนี้คนขับรถบรรทุกก็มีภาษาของเขาโดยเรียกตำรวจทางหลวงว่า Smoky ขณะที่คนไทยเรียกว่า “หัวปิงปอง” หรือบางครั้งเมื่อเจอตำรวจ ก็อาจจะอุทานว่า ” พ่อมา พ่อมา!” เป็นอันว่าเข้าใจกันดีว่าเจอตำรวจดักเข้าเสียแล้ว นักจัดรายการวิทยุสมัครเล่น(Ham radio operators)ที่สื่อสารกันอยู่ในวงแคบ มีถิ่นกำเนิดจากรัฐทางใต้จะเรียกนักจัดรายการหญิงว่า Y L ( Young lady) และเรียกนักจัดรายการชายว่า Old man คณะละครสัตว์ (Circus and Carnival worker) เรียกแทนนักล้วงกระเป๋า(pickpocket) ว่า dip และใช้คำว่า monkeyแทนคนที่ทำอะไรรวดเร็วเหมือนลิงซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับคำในภาษาไทยได้ เพราะคนไทยก็มักเปรียบเปรยคนที่ทำอะไรรวดเร็วว่า ว่องไวเหมือนลิง ซนเหมือนลิง เป็นต้น

4.ภาษาแสลง(Slang)

เป็นภาษาที่ไม่เป็นทางการ ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาในสังคมของพวกนอกกฏหมาย (Cant) และภาษาลับ(Argot)อาจเป็นคำพูดหรือสำนวนทั่วไปที่ไม่เป็นมาตรฐาน กล่าวคือเป็นภาษาปาก (colloquialism) ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาจเป็นภาษาในกลุ่มย่อยหรือภาษาถิ่น เช่น อเมริกันแสลง(American slang) ที่มีผู้ใช้แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับในอาณาบริเวณนั้น ยกตัวอย่างเช่น bucks เรียกแทน เงินดอลลาร์ foxy ใช้เรียกแทนหญิงสาวที่เจ้าชู้ มีเสน่ห์ เกิดจากผสมคำว่า fox และ sexy หรือเวลาอ่านนิตยสารแฉดารา กอสซิปต่างๆ ก็มีคำแสลงเช่นcelebriphilia ที่ใช้เรียกความสัมพันธ์รักใคร่กันเกินปกติของเหล่าคนดังและเมื่อคนดังเหล่านั้นไม่ต้องการให้ปาปารัสซี่ไล่ตาม ต้องการความรักที่เป็นส่วนตัว เราเรียกว่าInloviduals

นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างระหว่างภาษาทางเลือกและภาษาต่างชาติด้านเสียงและความหมาย ซึ่งประกอบด้วยสองลักษณะได้แก่

1. เสียงต่างความหมายเหมือน

การออกเสียงในแต่ละภาษามีความแตกต่างกันแต่พูดถึงสิ่งเดียวกัน เช่น “บ้าน” คำเรียกในภาษาอังกฤษคือ homeภาษาสเปนคือ casa คำเรียกดอกทานตะวันในภาษาอังกฤษคือ sunflower และภาษาญี่ปุ่นคือ himawari

2.เสียงเหมือนความหมายต่าง

เช่น คำว่า pot มีหลายความหมาย(multiple meanings) นอกจากแปลว่า หม้อหรือกระถางใส่ต้นไม้ ยังแปลว่าถ้วยรางวัล เงินพนัน รวมถึงกัญชาได้อีกด้วย คำว่าrich ไมได้แปลว่า รวย เพียงความหมายเดียว ยังแปลว่า อุดมสมบูรณ์ สวยวิจิตร เหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น หากใช้คำว่าrich กับขนมเค้กช็อกโกแล็ต ก็จะแปลว่า เข้มข้น ดังนั้นบริบทแวดล้อมจึงสำคัญมากในการแปล นอกจากนี้ในภาษาไทยก็มีหลายความหมายเช่นกัน คำว่าเนื้อ ก็ไม่ได้แปลว่าเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว ยังใช้เรียกแทนกัญชา อีกด้วย คำเหล่านี้สามารถเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามยุค ตามที่อาจารย์ได้กล่าวว่า สาเหตุของละครหรือซีรีส์ในประเทศอังกฤษที่ออกอากาศยาวนานที่สุดไม่เสื่อมความนิยมเป็นเพราะ การใช้คำ(Wording) รวมถึงภาษาที่ปรับเปลี่ยนเหมาะสมกับยุคสมัย ทุกๆ10-15ปี ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ก้าวทันภาษาใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลก มีความร่วมสมัย ดึงดูดผู้ชมให้เป็นส่วนหนึ่ง ดังนั้นจึงประทับใจผู้ชมได้อย่างไม่ยากเย็นจึงประทับใจผู้ชมได้อย่างไม่ยากเย็น

หน้าที่ของภาษาทางเลือก (Functions of Alternagtive languages)

1. ให้พลังและอำนาจ (Empowerment)

เช่น สตรีจีนที่อาศัยอยู่ในมณฑลหูหนานประดิษฐ์ภาษาของกลุ่มตนขึ้น เรียกว่าภาษา “Nushu”เพื่อให้พลัง อำนาจและแสดงบทบาททางสังคมของสตรี เนื่องจากในสังคมจีนโบราณเชื่อว่า  ภาษาจีนเป็นภาษาที่สูงส่งเหมาะกับบุรุษ ผู้หญิงถูกกีดกันในการแสดงออก ไม่สามารถพูด เขียนหรืออ่านภาษาจีนได้ไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนภาษาจีน หน้าที่ของผู้หญิงคือการเป็นแม่และภรรยาเท่านั้น ดังนั้นภาษาNushuจึงเป็นภาษาที่ผู้หญิงชาวจีนในมณฑลหูหนานใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อยกระดับสถานะของตน

2. เพื่อปกป้องตนเอง (Self-Defense)

เช่น โสเภณีต้องมีภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกันเพื่อปกป้องตนเองจากอันตรายรอบข้าง

3. สร้างความกลมเกลียว ความปรองดองและความสามัคคี (Solidarity and Cohesive) เช่นชาวแก็งค์(gangster) ในแอลเอที่แบ่งเขตการปกครองโดยไม่มีการล้ำเส้นกัน เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบุกรุกอาณาเขตของอีกฝ่ายอาจต้องแลกด้วยชีวิต ปัญหาความรุนแรง คดีฆาตกรรม อาชญากรรมทั้งหลายได้เกิดขึ้นในอเมริกาด้วยฝีมือของแก็งค์เหล่านี้ มีการปลิดชีวิตอีกฝ่ายเพื่อให้ได้รับการยอมรับ วัยรุ่นผิวดำหรือชาวสเปนที่อพยพเข้ามาในประเทศอเมริกาก็เป็นส่วนหนึ่งของแก็งค์เหล่านี้ซึ่งขึ้นชื่อด้านความโหดร้าย การเข้าออกคุกเป็นเรื่องปกติ หากคนในกลุ่มถูกจับได้ จะมีการโชว์รอยสัก (Tattoo) ตามร่างกายเพื่อให้สมาชิกกลุ่ม ที่เหลือทราบเรื่องราวของตน ประกาศความเป็นใหญ่ของกลุ่มตน เรียกได้ว่าปัญหาแก็งสเตอร์เป็นปัญหาสังคมที่ไร้การเยียวยา แม้แต่ทางการเองยังจนปัญญาไม่กล้ายื่นมือเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างเต็มตัว เพราะแก็งค์เหล่านี้มีอิทธิพลมากและอันตรายอย่างที่สุด เมื่อเกิดคดีความในบริเวณนั้น ตำรวจเองก็ต้องขอความร่วมมือจากคนเหล่านั้นเช่นกัน โดยคนพวกนี้จะสื่อสารกันด้วยภาษาเฉพาะกลุ่ม เช่นwannabe เรียกพวกที่พยายามหรือเสแสร้งอยากจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้รับการยอมรับBuster ใช้เรียกแทนคนทรยศหรือพวกหนอนบ่อนไส้ นอกจากภาษาเหล่านี้แล้วยังมีการสื่อสารของชาวแก็งค์ในรูปแบบอื่นๆด้วยเช่น การพ่นสีตามผนังหรือที่รู้จักกันในนาม graffiti ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมนอกกระแสที่แสดงศิลปะของกลุ่มคนผิวสีที่มีสำนึกขบถ ต้องการอิสรเสรี เรียกร้องความเป็นธรรม เพราะคนผิวสีมักถูกกีดกันทางสังคมอยู่เสมอ นอกจากนี้ชาวแก็งค์ยังใช้แสดงความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มโดยพ่นสีเป็นลวดลายกราฟฟิคต่างๆ อาจมีการใส่Tag หรือนามแฝงของกลุ่มเข้าไปด้วย

4.ช่วยให้เข้าใจสภาพของสังคม(Social Viability)

ภาษาทางเลือกทำให้เราเข้าใจสภาพของสังคมรวมถึงความเป็นไปในขณะนั้น เช่น ในช่วงปี1960 ยุคที่วัฒนธรรมฮิปปี้ครองเมือง ชาวบุปผาชนทั้งหลายมุ่งเน้นความเป็นอิสรเสรี ไร้กฎเกณฑ์ใดๆ หนุ่มสาวเหล่านั้นลุกขึ้นมาปฏิวัติสังคม ค่านิยม และวัฒนธรรม และสิ่งที่คนมักนึกถึงเมื่อพูดถึงเหล่าบุปผาชนคือเรื่องของเหล้า ยา และปาร์ตี้ ซึ่งมีการเสพย์ยานานาชนิด เช่น กัญชาและแอลเอสดี จนกระทั่งยาเสพติดกลายเป็นวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของชาวฮิปปี้ไปเสียโดยมีการใช้ภาษาในการเรียกยาเสพติด (drug language) เช่น Bernice แทนโคเคน hay แทนกัญชา(marijuana) เป็นต้นปัจจุบัน ในสังคมคนใช้ยาสร้างคำใหม่ๆมาใช้เรียกยาเสพติดเหล่านั้น โดยจะไม่เรียกชื่อจริงๆของมัน อาจเป็นเพราะเกรงกลัวอำนาจกฎหมายจึงใช้คำที่เฉพาะคนในแวดวงเท่านั้นที่รู้ เช่นFlu shot แทนโคเคน

วัฒนธรรมร่วมและการใช้ภาษา ( Co-Culture and Language Use)

ในประเทศอเมริกามีการใช้ภาษาสำหรับกลุ่มคนผิวดำ(Ebonic language) หรือเรียกว่า ภาษาแอฟริกัน-อเมริกัน (African American) ที่คนขาวมักค่อนขอดว่าไร้โครงสร้างประโยค ไม่ใช่ภาษา จะว่าไปแล้วในสายตาของคนผิวขาวหัวโบราณ การที่คนต่างผิวพรรณกระดิกตัวสร้างอะไรใหม่ๆสักนิด ถึงแม้ว่าทุกคนจะยอมรับกันหมด คนเหล่านั้นก็ไม่ยอมรับ เพราะเขามีอคติและการแบ่งแยกชาติพันธุ์ (discriminate) อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าประเทศอเมริกาจะเป็นประเทศเสรี ทุกคนเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัติยังมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมอยู่มาก เหตุเพราะสีผิวเพียงอย่างเดียวแท้ๆ ฉันเคยอ่านบทกลอนบทหนึ่งของเด็กอาฟริกัน ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบทกวียอดเยี่ยมจากสหประชาชาติ แล้วรู้สึกประทับใจที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้ดี มีการเสียดสีเล็กๆ ดังนี้

When I born, I black

เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ

When I grow up, I black

เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่

When I go in Sun, I black

เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ

When I scared, I black

เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ

When I sick, I black

เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ

And when I die, I still black

และเมื่อผมตาย ผมก็ยังผิวดำ

And you white fellow

และคุณเพื่อนมนุษย์ผิวขาว

When you born, you pink

เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู

When you grow up, you white

เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว

When you go in Sun, you red

เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง

When you cold, you blue

เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน

When you scared, you yellow

เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง

When you sick, you green

เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว

And when you die, you grey

เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา

And you calling me colored??

และคุณเรียกผมว่าคนผิวสี??

หากจะกล่าวถึงประเด็นสีผิวต่อ คงจะยาวไปกว่านี้ ดังนั้นจึงขอเริ่มเรื่องการใช้ภาษาของกลุ่มคนผิวดำเลยแล้วกัน  นักภาษาศาสตร์มีความเห็นต่อการใช้ภาษาลักษณะนี้ว่า เปรียบเหมือนเทคโนโลยีที่ต้องมีการพัฒนา การใช้ภาษาเช่นนี้ทำให้การสื่อสารรวดเร็วยิ่งขึ้น หากสื่อสารเข้าใจ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด ภาษาEbonics มีลักษณะเฉพาะที่สะท้อนรากเหง้ารวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนเหล่านั้น ขณะที่คนขาวพูดเยิ่นเย้อ คนดำจะเน้นกระชับ สื่อสารได้ ชัดถ้อยชัดคำ มีสำเนียง เสียงเฉพาะตัว เช่น การทักทายเพื่อน คนขาวจะกล่าวว่า “Hello Sir” แต่คนผิวดำจะพูดว่า “What up dawg!” หรือการพบปะสาวๆ หนุ่มผิวขาวจะกล่าวว่า “My, you’re lovely young lady” แต่หนุ่มผิวสีจะพูดว่า “Damm! Yousa fine motha***!” นอกจากนี้ภาษาEbonic ยังปรากฏในเนื้อเพลงมากมาย โดยเฉพาะเพลงแรปหรือฮิปฮอป ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนผิวดำในการสะท้อนความขมขื่น ความยากจน ปัญหาชีวิต วิพากษณ์สังคมที่แบ่งชนชั้น มีคุณค่าและความหมายมาก อย่างไรก็ตามEminemก็เป็นหนุ่มผิวขาวคนหนึ่งที่ได้ยืนบนพื้นที่ของคนดำ โดยที่คนดำไม่ได้ยอมรับเขาสักเท่าไหร่ เอมิเน็มเป็นนักร้องแรปฝีปากกล้า เนื้อเพลงเต็มไปด้วยคำด่าทอ หากจะหาความสุภาพเรียบร้อยกับหนุ่มคนนี้ เห็นจะยาก แต่หากจะหาความถ่อย เถื่อนละก็ เอมิเน็มเป็นนักร้องคนแรกๆ ที่คุณจะคิดถึงกับเพลงที่ออกจะไร้สาระในบางครั้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันติดหูจริงๆ ลักษณะเฉพาะของหนุ่มปากกรรไกรมักจะจับเรื่องของสาวๆ ในวงการมายำเละไม่ว่าจะเป็น บริทนีย์ สเปียร์ส เจสสิกา ซิมป์สัน ซึ่งปรากฏในเพลง We made you ยิ่งดูมิวสิควีดีโอประกอบไปด้วยจะยิ่งขำกับสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อหลังจากเอมิเน็ม แรปเปอร์ผิวขาวได้สาดโคลนใส่มารายห์ แครีห์ (Mariah carey) ในเพลง Bagpipes From Baghdad ที่เนื้อหากล่าวถึงสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างเขาและมารายห์ ล่าสุด ดีว่าสุดเปรี้ยวได้ตอบโต้ด้วยเพลงObsessed ซึ่งมีเนื้อหาแสบๆคันๆ กับท่อนฮุคที่น่าจะโดนใจแรปเปอร์หนุ่มบ้างไม่มากก็น้อย

” The day I became a Woman “

ภาพยนตร์เรื่อง ” The day I became a Woman ”เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลการันตีความยอดเยี่ยมเนื้อหากล่าวถึง สตรีในประเทศอิหร่านผ่านทางตัวละครทั้งสามซึ่งเป็นผู้หญิงคนละวัยกัน แต่ชีวิตพวกเธอก็เชื่อมโยงกันไปเรื่อยๆ กล่าวคือ วัยเด็กอายุ9ปี วัยสาวอายุ22 และวัยชรา บั้นปลายของชีวิต ชื่อเรื่องก็เป็นสิ่งที่สื่อความหมายของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน ” The day I became a Woman “ คือวันที่เด็กหญิงอายุ 9 ขวบเข้าสู่ช่วงแห่งการเติบโตจากเด็กหญิงเป็นผู้หญิง นี่คือเพศสภาพของเธอไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ และแน่นอนว่า กฎเกณฑ์ จารีตประเพณีหรือเงื่อนไขทางวัฒนธรรมต่างๆ ต้องพันธนาการเธอเอาไว้ในสังคมที่บีบคั้นซึ่งนำมาสู่ความขมขื่นในชีวิต เด็กผู้หญิงในวัฒนธรรมอิหร่านแม้ใจจะไม่พร้อม แม้ต้องการอิสระในความคิด โลดแล่นไปในโลกเสรีแห่งจินตนาการ หรือแม้กระทั่งการเล่นกับเพื่อนที่เป็นเพศชายก็ไม่ได้ โลกของผู้ชายและโลกของผู้หญิงแตกต่างกัน อย่างไรเธอก็หนีความจริงของชีวิตไม่พ้น การจำกัดความคิดและอิสรภาพเป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมอิหร่าน เมื่ออายุ9ปี เด็กหญิงทุกคนต้องใช้ผ้าคลุมหน้าที่เรียกว่า “ฮิญาบ” เพื่อแสดงความถ่อมตน ผู้หญิงจะไม่เผยให้คนอื่นเห็นสัดส่วน รูปร่าง หน้าตาหรือผิวพรรณของตนเองเป็นอันขาด นอกจากสามีของตน เวลาจะทำสิ่งใดต้องขออนุญาตจากสามีก่อนจึงจะกระทำได้ ซึ่งถือเป็นการจำกัดสิทธิสตรีอย่างร้ายกาจและมอบสิทธิ อำนาจทั้งปวงแก่ผู้ชายในการตัดสินความเป็นความตายของชีวิต โดยที่ผู้หญิงต้องเดินตามรอยของผู้ชายอย่างนอบน้อม

การขี่จักรยานถือเป็นเรื่องต้องห้ามในวัฒนธรรมอิหร่าน ผู้หญิงถูกวางกฎเกณฑ์เต็มไปหมดแต่ผู้หญิงวัย22คนนี้ ต้องการแข่งขันขี่จักรยานจึงหนีออกจากบ้านและทำตามสิ่งที่ใจตนเองปรารถนา เธอปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ ผ่านทางแคบๆ ยาวไกล มองไปข้างหน้าเจอแต่เส้นทางที่ไม่รู้จบ เปรียบเหมือนเส้นทางชีวิตของผู้หญิงอิหร่านที่อ้างว้างและไร้ที่พึ่ง ทุกครั้งที่สามีเธอขี่ม้ามาตามและตามคนอื่นๆมาด้วยทำให้เธอมีแรงที่จะปั่นจักรยานเร็วขึ้นจนแซงผู้อื่น นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็สู้เพื่อสถานะทางสังคม เพื่อความต้องการของเธอเหมือนกันเธอทราบดีว่า เธอไม่สามารถหนีความเป็นผู้หญิง เพศสภาพที่ถูกให้ค่าแต่กำเนิดได้ ล้อจักรยานที่ปั่นไปเรื่อยๆ ไม่สามารถสู้ม้าซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์แทนผู้ชายและอำนาจ ตำแหน่งในสังคมของผู้ชาย (position society) ในที่สุดเธอก็พ่ายแพ้ให้กับผู้ชาย

กลุ่มเด็กขนของนั่งคุยและหัวร่อต่อกระซิกกันขณะรอเครื่องบินลงจอด เครื่องบินที่เคยอยู่บนฟ้าอย่างอิสรเสรีบัดนี้ลงมาถึงพื้นดินเรียบร้อยแล้วทุกชีวิตเริ่มทำตามหน้าที่ของตนเองอีกครั้ง หญิงชราคนหนึ่งมีผ้าคลุมหัวมิดชิด ใบหน้ามีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัย ลงมาจากเครื่องบินโดยมีผู้คอยประคองเธอ หนึ่งในกลุ่มเด็กผู้ชาย ทำหน้าที่ของตนโดยการเข็นรถที่หญิงชรานั่งอยู่ออกมาช้าๆ เธอกล่าวความต้องการของตน ความปรารถนา และอิสรภาพที่เคยทิ้งไว้เบื้องหลัง เธอเข้าไปในศูนย์การค้าหลายต่อหลายครั้ง เฝ้ามองสิ่งของที่เธอพึงใจด้วยแววตาที่มีความสุขอย่างน่าประหลาด เงินมรดกของสามีที่ได้มาเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้วันสุดท้ายของเธอมีความสุข อำนาจในการจับจ่ายอยู่ที่เธอ เธอมีสิทธิ์เลือกของที่ต้องการและนำของที่ไม่ต้องการไปคืน โดยที่ไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดใดๆ ไม่จำเป็นที่ต้องเก็บสิ่งที่ไม่อยากได้ ของที่เธอซื้อมากขึ้นเรื่อยๆและหญิงชราก็แก้เชือกที่ผูกไว้ตามนิ้วทั้งสองอย่างมีความสุขนานมาแล้วที่ความต้องการของเธอไม่ได้รับการตอบสนอง ผู้หญิงชาวอิหร่านไม่ได้รับการศึกษา ไม่สามารถเขียนหรืออ่านหนังสือออก ชีวิตผูกพันอยู่กับกรอบธรรมเนียม ประเพณี ชีวิตที่อยู่ในบ้านกับการปรนนิบัติสามี เป็นเพียงแม่พันธุ์ที่ดี และทำงานบ้านอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง การเย็บผ้าก็เป็นงานของผู้หญิงอีกอย่างหนึ่งที่เธอต้องปฏิบัติ เมื่อเธอต้องการสิ่งใด เธอมักจะนำผ้าหลากสีมาผูกไว้ตามนิ้วมือเพื่อย้ำเตือนความจำ บัดนี้ของที่เธออยากได้มาอยู่ตรงหน้าทุกชิ้น แม้แต่ชุดแต่งงานสีขาว สวยงาม ที่เธอไม่เคยมีโอกาสเลือกเอง เมื่อได้ทุกสิ่งที่ต้องการ ข้าวของทุกอย่างวางไว้ที่ชายหาด เป็นภาพที่กึ่งแฟนตาซี คล้ายกับอยู่ในโลกแห่งความฝัน หญิงขี่จักรยานทั้งสองผ่านมาเจอหญิงชรา กล่าวทักทายและสนทนากันข้าวของแต่ละชิ้นเริ่มถูกยกออกไป สุดท้ายตัวเธอก็อยู่บนแพและเชือกเส้นสุดท้ายที่พันธนาการนิ้วของเธอ มันใช้แทน ” ความตาย” หญิงสาวทั้งสองและเด็กหญิงคนหนึ่งยืนมองเธอด้วยความเงียบงัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ว่า ชีวิตของผู้หญิงอย่างพบเธอต้องจบลงเช่นนี้ นี่แหละคือชีวิต ความไม่มีสาระของผู้หญิง ความไม่ชัดเจน ความคลุมเครือทั้งหมด ทั้งมวลบ่งบอกบทบาทและสถานภาพพวกเธอได้ดีจริงๆ

ปล. เมื่อฉันดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ฉันนึกย้อนไปถึงการ์ตูนเรื่อง Persepolish โดยMarjane Satrapi ที่ตีแผ่แง่มุมในประเทศอิหร่านเช่นกัน

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s