ลีลาภาษาจากเรื่อง “ศึก” *

ลีลาภาษาจากเรื่อง “ศึก”

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

 

       เรื่อง “ศึก” เป็นเรื่องสั้นบทหนึ่งของนิคม รายยวา ในหนังสือรวมเรื่องสั้น “คนบนต้นไม้” ซึ่งมีเนื้อหาโดดเด่นไม่แพ้เรื่องอื่นๆเพราะผู้เขียนสร้างกรอบความคิดของมนุษย์กับธรรมชาติที่ผูกพันกันอย่างปฏิเสธมิได้ ทั้งยังเลือกใช้ภาษาที่เรียบง่ายในการบรรยายเนื้อเรื่องทว่าเต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้งที่แฝงอยู่ในทุกตัวอักษรแสดงถึงความสามารถทางการถ่ายทอดเรื่องราวของนิคม รายยวาได้เป็นอย่างดี   เมื่อผู้อ่านติดตามเหตุการณ์ในเรื่องก็จะเกิดคำถามมากมาย เนื่องจากผู้เขียนต้องการกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดหาคำตอบและเปิดโอกาสให้ใช้ความรู้รวมถึงประสบการณ์ส่วนตัวในการตีความหมายจากสัญลักษณ์ในเรื่องซึ่งมีความสำคัญและสะท้อนชีวิตมนุษย์และสังคมรอบตัวได้อย่างแยบยล  ในที่นี้ผู้วิเคราะห์จะตีความสัญลักษณ์แต่ละตัวในเรื่อง“ศึก” โดยจะแยกเป็นหมวดหมู่พร้อมทั้งอธิบายอย่างละเอียดดังนี้

ชื่อเรื่องและชื่อตัวละคร

ศึก

เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครคือ ความขัดแย้งระหว่างความดีและความชั่วตามธรรมชาติของมนุษย์  “สีเทิ้ม” ต่อสู้กับศึกภายในจิตใจของตัวเอง ศึกแรกคือการขโมยเงินของลุงบุญปลูกตามที่ตนได้วางแผนไว้กับเพื่อน ส่วนอีกศึกหนึ่งคือความพยายามที่จะกำจัดความคิดชั่วร้ายของตนไม่ให้กระทำตามความคิดแรก เขาจึงเกิดความกลัว โลเลและตัดสินใจไม่ถูกซึ่งตรงกับชื่อของตัวละครที่หมายถึง ความกลัว ความไม่แน่นอน ความโลเล ไม่อาจตัดสินใจได้ เพราะลุงบุญปลูกเป็นผู้ที่มีบุญคุณกับเขามาก    คอยดูแล ห่วงใยสีเทิ้มราวกับเป็นลูกของตน และยังไม่คิดรังเกียจที่เขาเป็นคนคุกมาก่อน ทั้งยังเมตตาให้โอกาสเขาในการประกอบอาชีพ โดยให้ลงเรือมาช่วยทำงานด้วย นอกจากนี้ยังค่อยๆปลูกความดี บ่มเพาะจิตใจอันหยาบกร้านของสีเทิ้มให้ดีขึ้น สมกับชื่อว่า “บุญปลูก”

 

ความคิดของตัวละคร

ตลอดสามวันที่ผ่านมา เขาทำงานอย่างจริงจัง ข้าวเปลือกในเรือที่เทียบอยู่ริมน้ำนั้น เขาทยอยหาบด้วยกระบุงลงไปคนเดียวจากเกวียนสามเล่มที่จอดอยู่บนตลิ่ง

ภรรยาของลุงบุญปลูกได้คิดเรื่องของสีเทิ้มและเห็นความขยันขันแข็งของเขาที่ทำงานอย่างจริงจังข้าวเปลือกที่สีเทิ้มได้แบกลงเกวียนนั้นมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ข้าวเปลือกเป็นสิ่งที่มีค่า มักใช้ในพิธีมงคลเช่นงานแต่งงานหรือพิธีไหว้ครู สื่อถึงความเจริญ งอกงามอย่างง่ายดายซึ่งสัมพันธ์กับชื่อของลุงบุญปลูกซึ่งเป็นเจ้าของข้าวเปลือกเหล่านี้ โดยรวมอาจหมายถึง การปลูกความดี ความเจริญงอกงามในใจของสีเทิ้ม ผู้วิเคราะห์คิดว่าบทบาทของลุงบุญปลูกมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้สีเทิ้มต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองและต้องการเอาชนะ”ศึก” ครั้งนี้ แต่ความหมายที่น่าคิดอีกนัยหนึ่งของข้าวเปลือกคือ เมล็ดข้าวที่ยังไม่ลอกเปลือกออก สามารถนำไปปลูกหรือหว่านได้อีก คือ สีเทิ้มนั้นยังเต็มไปด้วยอำนาจฝ่ายต่ำที่ควบคุมเขาอยู่ หากมีการขัดเกลา อบรมสั่งสอนเสียคงจะสามารถพัฒนาตนเอง และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างราบรื่น ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น

ความต้องการอันลึกลับผุดขึ้นมา เขาพยายามข่มมันไว้ แต่มันดิ้นรนออกมาจนได้ เขาคิดไปถึงจระเข้ที่น่ากลัว รู้สึกหวาดกลัว เหงื่อชุ่มใบหน้า หายใจฟืดฟาดครางออกมาอย่างลืมตัวภายในความเงียบสงัด จนผู้ร่วมเรืออีกสามคนตกใจตื่นลุกขึ้นนั่ง

กระแสสำนึกของตัวละครบอกให้ผู้อ่านทราบว่าตัวละครพยายามข่มความต้องการอันชั่วร้ายของตนเองซึ่งก็คือความโลภอยากได้เงินของลุงบุญปลูก เขาพยายามบอกกับตัวเองมาตลอดว่า ลุงบุญปลูกรักเขาเหมือนลูก วันพ้นโทษก็ยังไปรับถึงหน้าเรือนจำ เขาไม่ควรจะทำร้ายและขโมยเงินของลุง พ่อของเขาฝากเขาไว้กับลุงบุญปลูกแล้ว แต่เขาก็รู้สึกสับสนและเกิดความรู้สึกขัดแย้งภายในจิตใจของตัวเอง(Internal conflict) อย่างมาก

สีเทิ้มลืมตาโพลงในความมืด พยายามคิดในทางที่ดี เขาอยากให้คนรักแต่มักจะทำตรงกันข้ามเสมอ เขาเกลียดมัน แต่แพ้มัน เขาอ่อนแอเกิดไป “คราวนี้เราต้องชนะ” สีเทิ้มบอกตัวเอง “เราจะไม่อ่อนแออีกต่อไป” ไม่นานความรู้สึกอยากก็เกิดขึ้นมาอีก เขาสลัดหัว “อ้ายเข้” เขาพูดเบาๆ ขณะคิดถึงความโหดร้ายของจระเข้ “ออกไปให้พ้น”

“อะไรอีกหรือ” ลุงบุญปลูกถาม แต่สีเทิ้มนิ่งเงียบ “นอนเสียเถอะ” แกบอก “จระเข้ไม่มีหรอก” สีเทิ้มรู้สึกกลัว ตลอดคืนเขานอนไม่หลับ เสียงจระเข้ฟาดหางดังสนั่นในความรู้สึกตลอดเวลา

เนื้อเรื่องในตอนนี้ผู้เขียนบอกให้ผู้อ่านทราบความต้องการของตัวละครคือ สีเทิ้มปรารถนาจะให้คนรอบตัวรัก แต่เขาไม่สามารถกระทำตัวให้ผู้อื่นรักได้ เนื่องจากเขาพ่ายแพ้ต่อความต้องการอันชั่วร้ายของตน สีเทิ้มหมกหมุ่นอยู่กับปัญหาที่รบกวนจิตใจของเขา เขากำลังต่อสู้กับศึกภายในจิตใจของตนเอง กล่าวคือเขาต้องเลือกระหว่างความดีหรือมโนธรรม (Superego) กับความชั่วหรืออำนาจฝ่ายต่ำภายในใจของตนเอง (ID)      นอกจากนี้นิคม รายยวา ยังใช้จระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานเป็นตัวแทนของกิเลส ความโลภ ความชั่วร้ายในธรรมชาติของมนุษย์

บทสนทนาและเหตุการณ์ในเรื่อง

“เสือไม่น่ากลัวหรอก” ปานพูด “คนน่ากลัวกว่า”

“ตะเข้ก็น่ากลัวนะ” สีเทิ้มพูด หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ “ผมไม่อยากเจอมันเลย”

เสือคือตัวแทนของสัตว์ร้ายซึ่งตัวละครในเรื่องต่างก็ได้ยินเสียงคำรามของเสือจากในความมืดแว่วมาเป็นพักๆ กล่าวคือ สัญชาตญาณของมนุษย์มักจะกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าในความมืดนั้นมีอะไรอยู่บ้าง ผู้วิเคราะห์คิดว่าผู้เขียนต้องการสื่อให้เห็นว่าในจิตใจของมนุษย์นั้นก็มืดมน เรามิสามารถล่วงรู้ถึงสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของกันและกันได้เลย  ในจิตใจของมนุษย์ทุกคนต่างก็มีสัตว์ร้ายซ่อนตัวอยู่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถควบคุมสัตว์ร้ายในจิตใจของตนได้หรือไม่ เราจะเห็นจากที่ปานกล่าวว่า “เสือไม่น่ากลัวหรอก คนน่ากลัวกว่า” และเมื่อสีเทิ้มกล่าวถึง “ตะเข้” ก็ยิ่งเป็นการสนับสนุนว่าสัตว์ร้ายที่ในป่าไม่น่ากลัวเท่าสัตว์ร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในใจคนเลย

ฉาก

น้ำเหนือบ่ารุนแรง ขุ่นข้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม พัดพาเอาสิ่งต่างๆไหลลิ่วล่องลงใต้ ฟองน้ำลอยฟ่องเป็นกลุ่มก้อน เกิดจากดินทรายบนตลิ่งถูกเซาะพัง ต้นไม้ต้นหญ้าตลอดจนต้นไผ่ที่เกาะกันเป็นแน่นเป็นซุ้มโต รากชี้ฟ้าเอียงกระเทเร่ลอยเคว้งคว้างไปอย่างไม่มีจุดหมาย

ในฉากเปิดเรื่องเราจะเห็นว่า นิคม รายยวาโดดเด่นด้านการสร้างฉาก มีการสรรคำจินตภาพ บอกสภาพ สี รวมถึงบรรยากาศได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมีการแฝงสัญลักษณ์เอาไว้อีกด้วย กล่าวคือ มนุษย์มีความโลภ และต้องการเป็นใหญ่เหนือธรรมชาติ ทั้งที่จริงแล้วมนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆหากเทียบกับธรรมชาติ เช่นแม่น้ำ มนุษย์มีความอ่อนแอ ได้แต่ลอยตามกระแสแห่งความรัก โลภ โกรธ หลง ไร้ที่ยึดเหนี่ยว ไร้จุดหมายจะไปถึง แต่มนุษย์ก็จำเป็นต้องค้นหาจุดหมาย ก้าวข้ามอุปสรรคและค้นหาความจริงในชีวิตเพื่อหลุดพ้นจากความไร้แก่นสารเหล่านั้นไปให้ได้

สิ่งสะดุดตาบนผิวน้ำที่เชี่ยวกรากอีกอย่างหนึ่งคือไม้ซุงทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่ผูกเป็นแพและกระจัดกระจายอยู่โดดเดี่ยว ลอยเปะปะปนเปแลดูสลอน

สายน้ำที่เชี่ยวกรากเปรียบเสมือนอุปสรรคในชีวิตของสีเทิ้มที่เขาต้องเผชิญและฟันฝ่ามัน ซุงหมายถึงเครื่องพันธนาการและความรับผิดชอบของมนุษย์ที่มนุษย์จะต้องแบกรับเอาไว้ โดยมนุษย์มักจะแบกเอาไว้เพราะความเคยชิน ไม่กล้าทำอะไรที่แตกต่างออกไปจากสิ่งเดิม ตัวของสีเทิ้มเองก็คุ้นเคยกับการทำความชั่วจนติดเป็นนิสัย ทั้งที่ตนปรารถนาจะให้คนอื่นรักแต่กลับไม่กล้าเสี่ยง ออกจากกรอบเดิมๆ ไม่ยอมปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการและเริ่มกระทำความดี ทั้งผิวน้ำที่ขยายตัวแผ่กว้างออกไปจนรู้สึกเวิ้งว้าง และ ความสูงของตลิ่งถูกระดับน้ำเอ่อขึ้นบดบังไว้มิดชิด ต่างก็มีความหมายถึงขอบเขตที่จำกัดของชีวิตมนุษย์ซึ่งหากอยากก้าวข้ามกรอบของธรรมชาติก็ต้องแสวงหาและตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต และเลือกทางที่ถูกต้องให้กับตนเองให้ได้

ไม้กระดานแผ่นเดียวที่พาดอยู่ระหว่างกราบเรือกับฝั่งน้ำอ่อนยวบยาบ

สื่อให้เห็นความไม่มั่นคง ความเสี่ยงกับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ลุงบุญปลูกนำสีเทิ้มลงเรือไปด้วย

หลังคาที่สานด้วยไม้ไผ่ประกบใบตองพวงโค้งคร่อมอยู่กลางลำเรือสำหรับกันแดดและฝน ใบตองแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลไหม้

การใช้สีสอดคล้องกับบรรยากาศโดยนิคม รายยวานิยมใช้สีน้ำตาล ในความคิดของฉัน ผู้เขียนต้องการสื่อให้เห็นว่าในความอัปลักษณ์เช่น ใบตองที่แห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลไหม้ ก็ยังคงเป็นที่พักผิงของมนุษย์ ใช้กันแดด กันฝนได้

กองไฟบนฝั่งมอดสนิท เหลือแต่ความมืดมิด เสียงดินริมตลิ่งถูกเซาะพัง และเสียงปลากดที่ร้องอยู่เบื้องล่าง สลับกับเสียงแมลงต่างๆจากความมืดบนฝั่ง ทำให้จิตใจของสีเทิ้มฟุ้งซ่าน

การสร้างฉาก บรรยากาศและสัตว์ทำให้ตัวละครเอกเกิดความสับสนและฟุ้งซ่านในจิตใจ สัตว์ทุกๆตัวไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น

อากาศเยือกเย็นค่อยๆเหือดหาย ดวงอาทิตย์เคลื่อนสูงขึ้น เรือบรรทุกข้าวเต็มลำลอยเลื่อนอย่างรวดเร็ว พอๆกับไม้ซุงที่กระจายอยู่รอบข้าง

ดวงอาทิตย์คือสัญลักษณ์ของความจริง ความแข็งแกร่ง สื่อให้เห็นสิ่งต่างๆอย่างเป็นความจริง มิใช่ความลวงหรือจินตนาการ เราจะเห็นภาพไม้ซุงที่กระจัดกระจายอยู่รอบข้างหรืออุปสรรคของชีวิตสีเทิ้มที่เขายังคงผูกพันอยู่อย่างยากที่จะสลัดทิ้งอย่างชัดเจน

เรือล่องใกล้ตรงมุมหักโค้งของสายน้ำเข้าไปทุกที ถ้าปล่อยไปตามยถากรรมแบบนี้ คงถูกสายน้ำพัดชนตลิ่งพลิกคว่ำ

เรือเปรียบเหมือนชีวิตของคน หากปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมโดยที่เจ้าของชีวิตไร้ความใส่ใจในชีวิตของตน ชีวิตนั้นคงจะถึงคราวตกต่ำ อับจนหนทางเพราะถูกกระแสรอบตัวพัดพาไปไม่ต่างอะไรกับเรือที่ถูกสายน้ำพัดชนตลิ่งพลิกคว่ำ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นจุดสุดท้ายของช่วงสำคัญในชีวิตของสีเทิ้มที่เขาต้องเลือกระหว่าง ความดีกับความชั่ว ซึ่งในที่สุดเขาก็สามารถเอาชนะสัญชาตญาณดิบหรืออำนาจฝ่ายต่ำได้ด้วย “ดาบ” ที่เขานำมาตัดข้อเท้าตนเอง หากจะพิจารณาในแง่ของสัญลักษณ์แล้ว ดาบเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการหลุดออกจากพันธนาการความชั่วทั้งปวงทิ้ง เขาเลือกที่จะตัดขาด “จระเข้” ภายในจิตใจทิ้ง ทั้งยังหลุดพ้นจากซุงใหญ่ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของเขามาตั้งแต่ต้นเรื่อง ความชั่วร้ายต่างๆไม่สามารถฉุดรั้งเขาไว้ได้อีกแล้ว นิคม รายยวาแสดงให้เห็นว่าหากมนุษย์ต้องการจะหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการต่างๆ ก็ควรจะแสวงหาและก้าวข้ามอุปสรรคนั้นๆด้วยตนเอง ซึ่งสีเทิ้มได้กล่าวยืนยันกับลุงบุญปลูกว่า   “มันตายแล้ว”       สีเทิ้มพูดเสียงแผ่ว “ผมฆ่ามันเอง”

ในฉากสุดท้าย ผู้เขียนได้บรรยายฉากโดยทิ้งปมไว้ให้คิด ดังนี้

ข้างนอกห้อง แดดอ่อนยามเย็นกระจายทั่วยอดไม้ นกร้องกังวาน ลมแผ่วเบา เยือกเย็นและสงบเงียบเหมือนเวลาหลังพายุผ่าน

ผู้เขียนบรรยายภาพแตกต่างจากฉากเปิดเรื่องอย่างมาก เพราะฉากเปิดเรื่องเราจะเห็นแต่ความวุ่นวาย            ไร้จุดหมาย และความรุนแรงของสายน้ำที่ไหลบ่าซึ่งเหมือนกับชีวิตของสีเทิ้ม   แต่ในฉากจบเรื่องนี้ เราจะเห็นภาพที่สวยงามกว่ามาก ไม่วุ่นวายเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะมีทั้งความเยือกเย็นและสงบเงียบเหมือนเวลาหลังพายุผ่าน  ซึ่งหมายความว่า สีเทิ้มได้ค้นพบสัจธรรมของชีวิตและเลือกยึดถือเอาความดีไว้ได้ในที่สุด ศึกครั้งนี้ความดีจึงเป็นผู้ชนะ     ชีวิตของสีเทิ้มมิได้ไร้จุดหมาย ลอยเคว้งคว้างไปตามทางอีกแล้ว แต่กลับมีความสงบภายในจิตใจหลังจากเรื่องร้ายๆผ่านไป

ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจาก

1. จากตลิ่งสูงซุงหนักถึงวิญญาณญี่ปุ่น โดย กอบกุล อิงคุทานนท์

2. ภาษาและหนังสือ ๑๕ ปีซีไรต์

– ตลิ่งสูง ซุงหนัก “เรื่องอ่านจริง” ของนิคม รายยวา โดย น.มาศะวิสุทธิ์

– ตลิ่งสูง ซุงหนัก โศกนาฏกรรมของคนสามัญ โดย ดวงมน จิตร์จำนงค์

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s