ลีลาภาษาจากเรื่อง คือชีวิต…และเลือดเนื้อ *

ลีลาภาษาจากเรื่อง คือชีวิต…และเลือดเนื้อ

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

                คือชีวิต…และเลือดเนื้อ เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นชุดก่อกองทรายของ ไพฑูรย์ ธัญญา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดเรื่องสั้นโครงการหอสมุดครูเทพ ในปี 2526 และเป็นเรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลซีไรท์ประจำปี 2530 เรื่องคือชีวิต….และเลือดเนื้อนี้มีความโดดเด่นด้านการใช้พรรณนาโวหารและการเลือกใช้คำจินตภาพในการบรรยายเรื่องราวซึ่งทำให้ผู้อ่านได้รับอารมณ์ที่สมจริงจากระบบคำที่มีการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี ทั้งยังใส่ฉากที่เป็นธรรมชาติแสดงสภาพชีวิตในชนบทของคนถิ่นใต้ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ไพฑูรย์ ธัญญายังได้วิพากษ์สังคมอย่างถึงแก่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจนของสังคมชนบท ความแร้นแค้น ความยากลำบากในการใช้ชีวิต บทบาทหน้าที่รวมถึงความรับผิดชอบของผู้ชายต่อครอบครัว ในที่นี้ผู้วิเคราะห์จะกล่าวถึงลีลาภาษาจากเรื่องคือชีวิต….และเลือดเนื้อโดยแยกเป็นหมวดหมู่พร้อมอธิบายรายละเอียดของเรื่องดังนี้

ชื่อเรื่อง

คือชีวิต….และเลือดเนื้อ

ไพฑูรย์ ธัญญาสร้างชื่อเรื่องจากการสรุปแก่นหรือความคิดสำคัญของเรื่องโดยมีรูปแบบการเปรียบเทียบแบบคู่ขนาน (Pararellistic pattern) ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ตัวละครได้เปรียบเทียบชีวิตของตนว่าไม่ต่างอะไรกับหมาแม่ลูกอ่อนที่มีเลือดเนื้อหรือลูกที่ต้องเลี้ยงดูเช่นกัน ทั้งหมาและคนต่างก็ต้องดิ้นรนเพียงลำพังเพราะไร้ที่พึ่งอื่น นางต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆเพื่อไปเก็บนุ่นมาทำเบาะนอนให้ลูกที่จะเกิดมา ส่วนหมาแม่ลูกอ่อนนั้นก็ไม่ต่างจากนางเลย มันเองก็ต้องกระเสือกกระสนขโมยไข่ไก่มากินเพื่อประทังชีวิตตนเพื่อให้ได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่ดูแลลูกๆของมัน สองชีวิต….ทั้งหมาและคนนี้ต่างก็ไร้ที่พึ่งพิง นางได้คิดเปรียบเทียบชีวิตตนเองกับหมาแม่ลูกอ่อนตัวนี้ว่า ครั้งก่อนนางก็เคยมีสามี เช่นเดียวกับหมาแม่ลูกอ่อนที่เคยมีหมาตัวผู้มาติดพัน ทั้งหมาตัวผู้และสามีของนางต่างก็ไร้ความรับผิดชอบทั้งสิ้น ซึ่งผู้อ่านจะเห็นการเปรียบเทียบผู้ชายที่ไร้ความรับผิดชอบ รวมถึงนิสัยเอาเปรียบและเห็นแก่ได้กับหมา เช่น “มันจะต่างอะไรกันนักหนา…ระหว่างผู้ชายบางคนกับเจ้าตัวผู้แห่งเดรัจฉานบางตัว ฝ่ายหนึ่งได้ชื่อว่าคนแต่อีกฝ่ายเป็นสัตว์ แต่ทั้งคนและสัตว์ก็มีสันดานเดิมไม่ต่างกันเลย…สันดานแห่งการเอาเปรียบและเห็นแก่ได้

ความเหมือนของรูปแบบชีวิตแม้จะแตกต่างกันเพียงชีวิตหนึ่งเป็นสัตว์ อีกชีวิตหนึ่งเป็นคน แต่ก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตร่วมโลกเดียวกันที่ยังมีความเป็นเพศแม่อยู่อย่างเต็มเปี่ยม “หมาลูกอ่อนตัวนั้นยังมีลูกอีกหลายตัว มันยังมีชีวิตอยู่แม้จะเป็นชีวิตที่อ้างว้างโดดเดี่ยวดุจเดียวกับนาง แต่มันยังทนอยู่เพื่อเลี้ยงดูเลือกในอกสามสี่ชีวิตของมันได้  แล้วนางล่ะ…ลูกของนางล่ะ  ลูกที่กำลังจะออกมาดูโลกในวันข้างหน้ามันก็คือเลือดเนื้อจากในอกของนาง…นางพร้อมแล้วที่จะรับชีวิตใหม่ซึ่งจะมาถึงนั้นด้วยมือของนางเองเหมือนกับหมาแม่ลูกอ่อนที่เลี้ยงลูกของมันตามลำพัง”  จากข้อความข้างต้นตัวละครมนุษย์ได้เกิด “สำนึกแห่งความเป็นเพศแม่ผุดตื่นขึ้นจากส่วนลึก” นางรู้ว่าชีวิตของหมาแม่ลูกอ่อนนั้นเป๊นชีวิตที่มีความหมาย ถึงแม้จะเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวเช่นเดียวกับนาง แต่ก็เป็นชีวิตที่มีความหมายต่อลูกซึ่งเป็น “เลือดเนื้อ”  ของตน จากตอนแรกที่นางคิดจะจัดการหมาขี้เรื้อนที่ชอบขโมยไข่ไก่ของนาง นางกลับ “ปล่อยไม้ที่เงือดง่าให้ร่วงผล็อย” ซึ่งผู้เขียนได้ใช้    คำจินตภาพเช่น ผุดตื่น เงือดง่า ร่วงผล็อย เพื่อให้เห็นกิริยาอาการที่ชัดเจนของตัวละครที่มีความเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหมาขี้เรื้อนตัวนี้ต้องขโมยไข่ไก่ของนางกิน “ความรู้ใหม่พวยพุ่งขึ้นมาแทนที่” คำว่าพวยพุ่งนี้เป็น   คำจินตภาพบอกอาการซึ่งเกิดจากคำซ้อน ในที่นี้คือตัวละครมีความคิดใหม่เกิดขึ้นมาทันที ซึ่งความคิดที่ว่านี้คือความพร้อมที่จะเลี้ยงดูลูกที่จะเกิดมาเช่นเดียวกันกับหมาแม่ลูกอ่อนที่ต้องเผชิญโลกเลี้ยงลูกไปเพียงลำพัง ซึ่งในฉากจบได้เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและทัศนคติของตัวละคร นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นความหวังใหม่แห่งชีวิตนางที่นางได้ยิ้มอย่างมีความสุขอีกครั้ง จากปกติที่นางมักจะ “ยิ้มอย่างเยือกเย็น” ราวกับคนที่ปลงใจและยอมรับสภาพความเป็นไปในชีวิต แต่ครั้งนี้นางกลับยิ้มด้วยความสุขทั้งยัง “รู้สึกอบอุ่นและมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”

กระแสสำนึก บทสนทนาและเหตุการณ์ในเรื่อง

“สาวอยากอุ้มน้องเร็วๆ ถ้ามีน้องก็จะได้เล่นขายของกัน แต่ต้องเอาน้องชายนะแม่ สาวไม่ชอบน้องหญิง อยากได้น้องชาย บ้านเราไม่มีผู้ชาย ถ้ามีจะได้แทนพ่อ”

จากคำพูดของสาวทำให้ผู้อ่านทราบลักษณะนิสัยรวมถึงความปรารถนาของเธออย่างชัดเจน เมื่อย้อนไปยังบทสนทนาของสาวที่เธอฟ้องแม่ว่า “มันว่าสาวไม่มีพ่อ…มันหยอกสาวว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อ” ทำให้ผู้อ่านทราบว่าตัวละครตัวนี้ก็มิได้มีความเจ็บปวดและบาดแผลในใจที่น้อยไปกว่าผู้เป็นแม่เลย บทบาทหน้าที่สำคัญของผู้ชายมีสองประการ กล่าวคือ หน้าที่ในการเป็นสามีและหน้าที่ในการเป็นพ่อ ผู้ชายถือเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ลูกสาวของนางซึ่งขาดพ่อมาตั้งแต่เด็กปรารถนาจะมีน้องชายมาเป็นหลักในครอบครัวแทนพ่อเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปของเธอ

เด็กน้อยช่างพูดนักทำให้นางยิ้มออก แต่แล้วก็เงียบอึ้งลงโดยพลัน คำของลูกสาว  บาดลึกลงในอ้างว้างของนางนัก นางเสือกเบาะนุ่นน้อยไปอีกทางหนึ่ง แล้วเอื้อมช้อนร่างของลูกสาวขึ้นหนุนตัก มือของนางลูบไล้ไปตามเรือนผมนิ่มสลวยแต่แผ่วเบา แล้วน้ำตาแห่งความอัดอั้นยาวนานของนางก็หล่นรินลงเผาะผอย จนต้องป่ายแขนขึ้นซับไล้ หมู่นี้บ่อน้ำตาของนางช่างผุดตื้นเสียงจริงๆ

ประโยคข้างต้นนี้ปรากฏคำจินตภาพที่เกิดจากคำซ้อนมากมาย คำจินตภาพเหล่านี้จะให้ภาพอากัปกิริยาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกิริยาของนางที่ “เงียบอึ้ง” หรือนิ่งสงบไปอย่างไร้คำพูดเพราะคำของลูกสาวได้ทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกเจ็บปวดในใจอยู่ลึกๆ คำว่า “เสือกเบาะนุ่น” เป็นอาการที่ผลักหรือดันเบาะนุ่นไปช้าๆ “เอื้อมช้อนร่าง” คือการค่อยๆอุ้มลูกขึ้นมาหนุนตัก และจากคำว่า “ลูบไล้” และ “แผ่วเบา” ให้ความรู้สึกในการสัมผัสที่เต็มไปด้วยความรักและความทนุถนอมของผู้เป็นแม่  “น้ำตาแห่งความอัดอั้น” หมายถึงน้ำตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกทุกข์ระทมที่อัดแน่นอยู่ในใจ ตัวละครนี้แทบจะไม่ร้องไห้เลยถึงแม้เธอจะนึกถึงภาพความหลังและผจญกับความลำบากมากมาย ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เธอร้องไห้ซึ่งผู้เขียนได้ใช้คำจินตภาพ   ในการให้ภาพน้ำตาที่ “หล่นรินลงเผาะผอย” ได้อย่างชัดเจนและละเมียดละไม คำว่า “ป่ายแขนขึ้นซับไล้” เป็นอาการที่เธอยกแขนขึ้นมาเช็ดน้ำตาเบาๆ คำว่า “ผุดตื้น”  ก็เป็นการใช้คำจินตภาพซึ่งเป็นคำซ้อนเพื่อบอกความคิดของตัวละครว่า เวลานี้เป็นเวลาที่จิตใจของนางอ่อนแอและสามารถร้องไห้ได้โดยง่าย

“ฝันของหญิงสาวบ้านนอกคนหนึ่งที่เคยอบอวลหวานชื่นเหมือนดอกไม้แรกแย้มได้ร่วงโรยไปแล้วกับวันเวลาแห่งอดีต”

ผู้เขียนใช้อุปมาโวหารเปรียบเทียบความฝันในอดีตว่าเหมือนดอกไม้แรกแย้มที่เคยอบอวลหวานชื่นแต่บัดนี้ดอกไม้นั้นได้ร่วงโรยไปตามกาลเวลาเหมือนชีวิตของนางที่เคยมีความสุข เพลิดเพลินไปกับความรักและสามีที่คอยดูแลอยู่เคียงกาย ผู้อ่านจะพบว่านางมองภาพอดีตที่สามีเคยชักชวนตนให้แอบหนีตามกันซึ่ง เขา หรือสามีของนางเป็นตัวละครที่มีอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกของนางมาก เพราะนางยอมทำผิดจารีตประเพณี ยอมถูกตัดขาดจากพ่อแม่พี่น้องเพื่อแลกกับชีวิตที่ได้มีเขาข้างกาย ซึ่งบัดนี้มันกลับกลายเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนเท่านั้น

“สามปีให้หลังความสุขระหว่างครอบครัวก็โบยบินออกจากขนำน้อยจนหมดสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างที่ไม่อาจคืนสภาพเดิมได้อีกแล้ว”

ผู้เขียนใช้บุคคลวัติแสดงให้เห็นว่าวันเวลาแห่งความสุขของนางแสนสั้นและได้ “โบยบิน” จากนางไปแล้ว ถึงแม้คำว่า ความสุขระหว่างครอบครัวจะเป็นเพียงนามธรรมและไม่สามารถติดปีกบินไปไหนได้ แต่มันก็ได้พรากความรู้สึกดีๆไปจนหมด ทิ้งไว้เพียงความแห้งแล้งของชีวิตนางที่พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปรไปจนสิ้นสภาพเดิม นอกจากนี้ยังมีภาษาถิ่นใต้ปรากฏอยู่ในประโยคนี้คือ “ขนำน้อย” หมายถึงกระท่อมหลังเล็กที่อยู่ในนา

นี่เป็นสิ่งที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน ใบยางในสวนเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลแก่ ข้าวเขียวในนาเปลี่ยนเป็นซังแห้งนั่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่คนดีๆที่นางเคยรักและบูชามาเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งนี่สิที่นางไม่เคยคิดฝัน มันช่างเหมือนฝันร้ายที่มาสู่ชีวิตของนางในคืนที่หลับสนิทอันยาวนาน และจนบัดนี้ในปีที่ห้า ฝันร้ายของนางก็ยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ และคงเป็นเช่นนี้อีกจนไม่อาจกำหนดได้ นางก็ไม่อยากคิดอีกแล้ว ว่ามันจะกลับคืนสู่วันเก่าๆได้อีก

ตัวละครเปรียบวัฏจักรธรรมชาติซึ่งเปลี่ยนผันไปตามวันเวลาและฤดูกาลเช่น “ใบยางในสวนเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลแก่ ข้าวเขียวในนาเปลี่ยนเป็นซังแห้ง” ซึ่งเป็นเพียงเรื่องสามัญที่คนเราทราบกันดี แต่คนรักของนางรวมถึงจิตใจที่แปรผันไปของเขามิใช่เรื่องสามัญสำหรับนาง ผู้เขียนจงใจใช้คำสันธานที่แสดงความขัดแย้งกันคือคำว่า “แต่” มาใช้เชื่อมประโยคให้ผู้อ่านได้ทราบความคิดคำนึงของตัวละคร ทั้งยังมีการใช้อุปมาเปรียบว่า การเปลี่ยนไปของคนรักเหมือนกับฝันร้ายที่มาสู่ชีวิตของนางในคืนที่หลับสนิทอันยาวนาน สื่อให้เห็นว่าตัวละครยังคงจ่อมจมอยู่กับภาพอดีตอย่างไม่มีทางลืมเลือน แม้จะรู้ดีว่าภาพวันเวลาดีๆนั้นไม่มีทางหวนคืนมาอีก

ตะเกียงกระป๋องวับๆแวบๆอยู่บนขนำ

ผู้เขียนใช้คำจินตภาพที่เกิดจากคำซ้ำคือ “วับๆแวบๆ” ในการให้แสงของตะเกียง

อีกครั้งหนึ่งที่ทำให้นางเดือดดาลขึ้นปุดๆ รีบเงอะงะลงมาคว้าท่อนไม้ขนาดข้อมือมุ่งตรงไปยังเล้าไก่ทันที

“เดือดดาล” เป็นคำจินตภาพที่เกิดจากคำซ้อนใช้เพื่อแสดงอารมณ์ของตัวละครที่โกรธจัดเนื่องจากหมามากินไข่ไก่ไปจนหมด ด้วยความโกรธนางจึงแสดงอาการ “เงอะงะ” หรืออาการที่ทำอะไรไม่ถูกจึงได้แต่คว้าท่อนไม้และมุ่งหน้าไปที่เล้าไก่ มีการใช้คำจินตภาพบรรยายสภาพของพื้นที่มีไข่ไก่กระจายเรี่ยราดอยู่ดังนี้ “เปลือกไข่ไก่กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้น น้ำสีขาววุ้นของมันยังเปียกใหม่อยู่ให้เห็น”

“ลูกหมา” นางร้องลืมตัว ภาพที่เห็นในโพรงทำให้ร่างของนางอ่อนล้าสิ้นแรง สิ่งมีชีวิตเล็กๆนั้นมีอยู่สามถึงสี่ตัว ต่างเอาหัวดันท้องแม่ของมันอยู่ไปมาปากก็ครางงี๊ดง๊าด แม่ของมันขยับตัวอีกครั้งหนึ่งแล้วค้อมหัวแลบลิ้นเลียลูกอยู่ไปมา

ผู้เขียนใช้คำจินตภาพที่เกิดจากคำซ้อนในการบรรยายกิริยาอาการของนางที่ “อ่อนล้าสิ้นแรง” และแม่หมาที่แสดงกิริยา “ค้อมหัวแลบลิ้นเลียลูกไปมา” ด้วยความรัก นอกจากนี้ยังมีคำจินตภาพที่ใช้เพื่อแสดงเสียงครางของลูกหมาที่ดัง “งี๊ดง๊าด” อีกด้วย

นางหมาแม่ลูกอ่อนค่อยๆคลานออกมาอย่างครึ่งขลาดครึ่งกล้าหลังจากที่ทำท่าลังเลอยู่พักหนึ่ง มันคอยจ้องนางด้วยสายตาระมัดระวังแกมหวาดหวั่น แต่เมื่อเห็นนางยังคงนิ่งเฉยอยู่ มันก็เริ่มต้นจัดการกับข้าวในจานนั้นอย่างหิวโหยไม่เหลือติดจานสักเม็ดเดียว

ผู้เขียนใช้คำจินตภาพที่เกิดจากคำซ้อนเพื่อบอกอากัปกิริยาของหมาแม่ลูกอ่อนที่ยังคงกลัว ไม่ไว้ใจและมีความระวังตัวเช่น “ค่อยๆคลานออกมาอย่างครึ่งขลาดครึ่งกลัว”  “ลังเล”  “ระมัดระวังแกมหวาดหวั่น”      แต่เมื่อหมาแม่ลูกอ่อนเห็นนางยังคง “นิ่งเฉย” หรือเฉยอยู่ไม่ได้ทำอันตรายมัน มันจึงเข้ามากินข้าวในจาน หลังจากกินเสร็จมันจึง “เงยหน้าจ้องมอง” นางด้วยความสำนึก มันเลิกระวังตัวแจและดู “คุ้นเคย” กว่าตอนแรก

ฉาก

นางจดๆจ้องๆสอดสายตาไปในพงหญ้าอย่างมุ่งมั่น ยิ้มเยือกเย็นอยู่บนใบหน้าเมื่อสายตาประสบเข้ากับสิ่งที่มองหา อยู่นั่นเองอีกสองฝัก เพิ่งหล่นใหม่ๆเสียด้วย นางค่อยๆเอื้อมหยิบขึ้นมาอย่างยากเย็น ท้องไส้ที่กำลังแก่เต็มที่ทำให้นางค้อมตัวลงได้ไม่คล่องนักกว่าจะเก็บขึ้นมาได้นางก็รู้สึกหน้ามืดไปชั่ววูบ

ฉากเปิดเรื่องเริ่มต้นด้วยการใช้คำจินตภาพบอกอากัปกิริยา รูปร่างและลักษณะของตัวละครไม่ว่าจะเป็นอาการจดๆจ้องๆ สอดสายตาไปในพงหญ้าด้วยความมุ่งมั่น ล้วนแต่ทำให้เห็นความแน่วแน่ ตั้งใจของตัวละคร  คำว่า ยิ้มเยือกเย็น บ่งบอกลักษณะของตัวละครที่เผชิญกับความทุกข์ ความยากลำบากในชีวิตจนชินชาและไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอีกต่อไป ความเคยชินหรือความชินชานี้ทำให้นางดำเนินชีวิตไปในแต่ละวันด้วยการปลงกับเรื่องต่างๆในชีวิตอันแห้งแล้งของตน  นอกจากนี้เรายังรู้ว่าตัวละครกำลังท้องจากอาการที่ค่อยๆเอื้อมหยิบนุ่นด้วยความยากลำบาก และค้อมตัวลงได้ไม่ถนัด เป็นต้น

เสียงเรียกของลูกสาวดังตื่นเต้น นางรีบอุ้ยอ้ายไปทันที นุ่นอีกฝักค้างอยู่บนยอดหญ้าแห้ง ฝักของมันแตกอ้าจนปุยสีขาวฟุ้งไปทั่วบริเวณ นางรีบคว้าใส่รวมลงในถุงปุ๋ยที่วางอยู่ใกล้ตัว

อุ้ยอ้าย เป็นคำจินตภาพที่เกิดขึ้นจากคำซ้อนใช้เพื่อบอกกิริยาอาการที่ตัวละครเคลื่อนตัวได้อย่างไม่คล่องแคล่วนักเนื่องจากท้อง “ฝักของมันแตกอ้าจนปุยสีขาวฟุ้งไปทั่วบริเวณ” เป็นการใช้คำจินตภาพบอกสี คือสีขาวของนุ่นและสภาพที่ฝักนุ่นแตกออกจนปุยขาวลอยฟุ้งไปทั่ว

นุ่นต้นใหญ่สูงตระหง่านเสียดยอดแทงทะลุฟ้าดูโดดเด่นอยู่ริมปลวก รายรอบโคนต้นเป็นดงหญ้าคาและต้นสับรุกแข่งกันขึ้นแน่นหนาแซมด้วยเถาแสงขรรค์ที่มีหนามงุ้มงอคมกริบเหมือนเล็บแมว ยากที่จะเข้าไปถึงโคนนุ่นได้ง่ายๆ

ผู้เขียนใช้คำจินตภาพพรรณนาภาพของต้นนุ่นสูงใหญ่ที่ถูกรายรอบด้วยวัชพืชจำนวนมากจนยากที่จะเข้าไปถึงโคนต้น นอกจากนี้ต้นนุ่นที่สูงใหญ่เสียดฟ้า ยังเป็นสัญลักษณ์แทนความหวังสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของนางที่นางต้องไขว่คว้าเอาไว้ แม้ว่าจะเป็นความหวังที่เบาหวิวและริบหรี่ก็ตาม นางพบกับระบบอุปสรรคไม่ว่าจะเป็น ปลวก ดงหญ้าคา ต้นสับรุกซึ่งเป็นวัชพืชที่ขึ้นกันอย่างแน่นหนาหรือแม้แต่เถาแสงขรรค์ซึ่งมีการใช้อุปมาโวหารว่า มันมีหนามงุ้มงอคมกริบเหมือนเล็บแมว ระบบอุปสรรคที่มีอยู่มากมายนี้ทำให้ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของนางดูเลือนลางและยากที่จะไขว่คว้ามาได้  เมื่อนางต้องการหาสิ่งที่จะมาสอยฝักนุ่นก็มองไปยัง “ทุ่งโล่งลิบตา”  ซึ่งสื่อความกว้างไกลและความว่างเปล่าในชีวิตของตัวละคร  เมื่อนางมองไปยัง  “ฟากตรงข้ามจอมปลวกเป็นป่าที่เจ้าของเพิ่งถางและเผาไปใหม่ๆ ยังมีรอยเถ้าสีดำอยู่ชัดเจน” ซึ่งเป็นการใช้จินตภาพบอกสีซึ่งสีดำใช้สื่อชีวิตของตัวละครที่มีแต่ความโศกเศร้า ทุกข์ระทม เมื่อลองพิจารณาดูจะพบว่า นางได้ใช้ลวดไม้ที่มี “รอยไฟไหม้ด่างดำ”  ปรากฏอยู่ ไม้ซึ่งใช้คว้าสิ่งที่สูงค่ายังมีสีดำ และสีดำนั้นยังเปรอะเปื้อนทั้งมือและแขนของนาง แสดงให้เห็นว่านางไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของความโศกเศร้า ความท้อแท้ของชีวิตไปได้เลย นอกจากนี้ระบบอุปสรรคยังปรากฏอยู่เป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นแสงแดดบ่ายที่แยงเข้าตา หรือ ลมร้อนกระพือพัดมารุมแรง  ที่ไม่ต่างจากอุปสรรคในชีวิตของนางที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่มีความปราณี ผู้เขียนใช้คำจินตภาพบอกกิริยาอาการ รวมถึงลักษณะนิสัยของตัวละครที่คงความเพียรพยายาม เช่น “นางกลั้นใจวาดกลับมาอย่างยากเย็น แขนทั้งสองอ่อนล้าสั่นระริก ทำให้ปลายไม้พลอยสั่นไปด้วย”  แต่เมื่อนางได้กำลังใจจากผู้เป็นลูก นางจึง “แข็งใจเป็นครั้งสุดท้ายบิดปลายไม้สอยในมือจนเงี่ยงของมันเกาะติดกับขั้วฝักนุ่น แล้วออกแรงกระชากหนักหน่วง” ทว่า “ฝักนุ่นแตกอ้าปล่อยปุยสีขาวฟุ้งกระจายว่อนคว้างอยู่กลางอากาศ”  นุ่นทั้งหมดฟุ้งและปลิวหายไปกับสายลมประกอบกับคำพูดของนางที่กล่าวกับตนเองว่า “หมด…หมดกันพอดี ปลิวหมดไม่เหลือ” ก็ยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ที่สิ้นหวังของตัวละครได้เป็นอย่างดี  นอกจากนี้ยังมีการใช้คำจินตภาพที่เกิดจากคำซ้อนใช้บอกลักษณะของนางซึ่งเป็นคนท้องที่เดินอย่างเชื่องช้า ไม่คล่องแคล่ว โดยใช้คำว่า “อุ้ยอ้ายงุ่มง่าม”  และหลังจากที่ความหวังได้สูญสิ้นไปแล้ว   ในระยะทางกลับบ้าน นางก็ยังต้องพานพบกับอุปสรรคไม่ว่าจะเป็น “ทางเดินแคบๆตัดข้ามควน ข้ามห้วย”   คำว่า “ควน” ก็เป็นภาษาถิ่นใต้หมายถึงเนินเขาเล็กๆ “สีมอๆเป็นจุดเล็กๆอยู่โน่นคือบ้านของนาง บ้านหลังเดียวเดี่ยวโดดอยู่กลางทุ่งนา”  บ้านหลังเดียวเดี่ยวโดดอยู่กลางทุ่งนาบอกสภาพการถูกตัดขาด ถูกทอดทิ้งจากสังคมภายนอก แต่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้แม้จะเปลี่ยวเหงาอยู่บ้างซึ่งก็สะท้อนภาพของตัวละครได้เป็นอย่างดี  มีการใช้จินตภาพบอกสีที่สื่อถึงความหมองเศร้าของชีวิต เช่น “สีมอๆ” นอกจากนี้ยังมีคำจินตภาพบอกสีปรากฏอยู่ในประโยคที่ว่า “ควันไฟสีทึมเทาก็ลอยละเมียดชำแรกหลังคาครัวขึ้นเอื้อยอิ่ง” อีกด้วย

ในเรื่องคือชีวิต…และเลือดเนื้อมีการใช้คำจินตภาพสื่อถึงอาการหมดหวังของนางอยู่เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น “นางถอนใจเบาๆ เหม่อมองกลับไปยังเส้นทางที่เพิ่งผ่านมาเมื่อครู่” ทั้งอาการถอนใจและเหม่อมอง ต่างก็เป็นอาการของคนที่มีเรื่องราวต้องครุ่นคิดในใจและรู้สึกหมดหวังกับเรื่องราวเหล่านั้น  จากเรื่องราวทั้งหมดผู้อ่านจะได้เห็นสภาพชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนท่ามกลางกระแสความยากลำบากที่ถาโถมเข้ามาอย่างสาหัสซึ่งมีทั้งสภาพธรรมชาติที่แห้งแล้งและร้อนเร่าแต่ตัวละครก็มีความเพียรพยายาม อาจเพราะสภาพชีวิตในสังคมชนบท ผู้คนจำเป็นต้องปากกัด ตีนถีบ ในการหาเลี้ยงชีพ สังคมชนบทมิได้มีเครื่องอำนวยความสะดวกและมีความสุขสบายเฉกเช่นสังคมเมือง สภาพชีวิตก็มีแต่ความยากจน แร้นแค้นและไร้เม็ดเงินที่จะเสกซื้อสิ่งสุขสบายให้ครอบครัวดังนั้นคนในสังคมชนบทจึงต้องต่อสู้ขวนขวาย เช่นผู้เป็นแม่ที่ต้องการหานุ่นมาทำเบาะนอนแก่ลูกที่จะเกิดมา ก็ต้องออกแรงหานุ่นด้วยตนเอง

ศึกษาเพิ่มเติมจาก

รางวัลซีไรท์ (S.E.A. WRITE AWARD) ตอน : ไพฑรูย์ ธัญญา โดย จันทน์กะพ้อ http://noknoi.com/magazine/series.php?id=1759

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s