ลีลาภาษาจากบทเพลงของ บอย โกสิยพงษ์ *

ลีลาภาษาจากบทเพลงของ บอย โกสิยพงษ์

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew


บอย โกสิยพงษ์ เป็นนักแต่งเพลงที่มีวิธีคิดและวิธีการมองโลกที่สวยงาม บทเพลงที่เขาประพันธ์ขึ้นล้วนแต่มีคุณภาพ ใช้ถ้อยคำที่ง่ายต่อการเข้าใจแต่ทรงพลังและมีความหมายลึกซึ้งต่อผู้ฟัง เรียกได้ว่าเป็นบทเพลงที่บรรจงในการสรรคำและเรียงร้อยได้อย่างวิเศษยิ่ง หากพิจารณาลีลาภาษาจากบทเพลงของเขาแล้วจะพบว่า เพลงรักที่เขาแต่งเป็นเพลงสะอาด ไม่มีเนื้อหารุนแรงหรือสาดโคลนต่อว่าอีกฝ่ายที่ทำให้ตนเจ็บช้ำเหมือนบทเพลงในวัฒนธรรมกระแสหลักที่วัยรุ่นปัจจุบันชอบเสพทั้งยังไม่มีการกล่าวโทษตนเองหรือแม้แต่การพรรณนาถึงความเสียใจที่ไม่รู้จักจบสิ้นเพลงของบอย โกสิยพงษ์เต็มไปด้วยความอบอุ่นสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ทั้งยังถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนลงในบทเพลงเพื่อสอนให้ผู้ฟังรู้จักมองชีวิตอย่างลึกซึ้ง เข้าใจในสัจธรรมและยอมรับความเป็นไปของชีวิต  เมื่อได้เสพก็ยิ่งทำให้เรารู้จักประมาณตน ประมาณใจไม่หลงระเริงไปกับความสุขเพียงชั่วยามในขณะเดียวกันก็ไม่จมหายไปกับความทุกข์ที่เกิดขึ้น เรามองเรื่องลักษณะนี้เป็น “เรื่องธรรมดา” มากขึ้นและมีความหวัง มีกำลังใจในการฝ่าฟันกับปัญหา ลักษณะเด่นของบทเพลงจะเน้นว่าความรักคือสิ่งที่สูงค่าในชีวิตเนื่องจากเขาได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์ที่ตนนับถือซึ่งสอนให้รักและแบ่งปันความรักของตนแก่เพื่อนมนุษย์ ความรักและความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าเป็นแรงบันดาลใจให้ บอย โกสิยพงษ์ทำหน้าที่เป็นนักประพันธ์ที่สมบูรณ์ในการถ่ายทอดเพลงรักที่ยิ่งใหญ่และเพลงที่ให้กำลังใจแก่คนทุกข์ให้มองเห็นแสงสว่างในชีวิตและมีความสุขขึ้นอีกครั้ง เขามองว่าปัญหาในชีวิตมนุษย์เหมือนกับบททดสอบของพระเจ้าซึ่งมนุษย์ต้องใช้ความอดทนในการฝ่าฟันไปให้สำเร็จ นอกจากนี้ยังใช้กลุ่มคำธรรมชาติเช่น ดาว ดวงอาทิตย์ ฝน แสงสว่าง ท้องฟ้า พายุ ฤดูกาลต่างๆมาเปรียบเทียบกับชีวิตมนุษย์ สำหรับกลุ่มคำประเภทอื่นที่ใช้บ่อยก็จะมีคำว่า สุขสม สุขทุกข์ วัน เวลา เปิด เปลี่ยน ดี ฝัน ชีวิต คน หัวใจ ต่าง ยิ่ง ความจริง ค่ำคืน มืดมน สับสน ร้อนรน ขอ อย่า เป็นต้นซึ่งในการวิเคราะห์ลีลาภาษาผ่านบทเพลงของบอย โกสิยพงษ์ ผู้วิเคราะห์จะอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมโดยแยกลักษณะการใช้คำออกเป็นประเภท ดังนี้

การใช้คำจินตภาพ

เพลงเก็บดาว

อยู่ท่ามกลางตะวันทาบทอขอบฟ้า
ดวงอาทิตย์ร้อนแรงส่องแสงมา                                                                                                    จวบจนตะวันนั้นลับจากสายตา
เมื่อถึงเวลาฟ้าจึงเปลี่ยน
เปลี่ยนเป็นกลางคืนที่มีหมู่ดาว
คืนที่ฟ้างดงามด้วยแสงพราว
ส่องเป็นประกายระยับวับวาว

ผู้ประพันธ์ใช้คำว่า“ทาบทอ” ซึ่งเป็นบุคคลวัติแสดงภาพแสงของดวงอาทิตย์ที่ทาบทอขอบฟ้า นอกจากนี้ยังใช้คำจินตภาพแสดงภาพที่สวยงามของธรรมชาติตั้งแต่การบอกแสงของดวงอาทิตย์ที่มีความร้อนแรง ก่อนจะพรรณนานาฉากที่เปลี่ยนจากช่วงกลางวันเป็นกลางคืนโดยใช้คำจินตภาพบอกสีและแสงของหมู่ดาว

การใช้คำอติพจน์

เพลงเก็บดาว

จะลองเอื้อมไปสุดฟ้า และคิดจะไปเสาะหา
มีดาวเท่าไหร่ ที่รอให้เราไขว่คว้า….

ผู้ประพันธ์ใช้คำอติพจน์หรือคำที่กล่าวเกินจริงเพื่อแสดงให้เห็นว่า ดาวเป็นสิ่งที่สูงค่าและสวยงาม ผู้ประพันธ์มีความต้องการจะเอื้อมเก็บดาวไว้ให้ได้แม้จะต้องเอื้อมไปสุดฟากฟ้าก็ตาม นอกจากนี้ในช่วงท้ายของเพลงยังมีการใช้คำว่า “จะรักกันชั่วฟ้า” ซึ่งถือเป็นคำอติพจน์หรือการกล่าวเกินจริงที่ถูกใช้เพื่อเน้นน้ำหนักรวมถึงความมั่นคงของความรัก

เพลง หัวใจผูกกัน

วันที่เคยร่วมทุกข์และสุขจนล้นหัวใจ
วันที่เราได้ผ่านมาด้วยกัน

คำว่า “ล้นหัวใจ” เป็นคำอติพจน์ใช้เพื่อชี้ให้เห็นว่าวันเวลาในอดีตที่ได้ใช้ร่วมกันมีความหมายมากในชีวิตของคนๆหนึ่ง

เพลง บทเรียน

แม้ทะเลจะท่วมโลกนี้ จนจมหาย
แม้พื้นดินทลาย จนมองไม่เห็นใคร

ผู้ประพันธ์ใช้คำอติพจน์หรือการกล่าวเกินจริงในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นความมั่นใจในคำสัญญาที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะอยู่ข้างๆคนรักเสมอ

การใช้ระบบสัญลักษณ์

เพลงเก็บดาว

เก็บดาวบนท้องฟ้าแล้วแทนรักมาให้กัน
ให้เธอเป็นของขวัญแทนด้วยสื่อสายใจ

“ดาว” เป็นสิ่งที่ทั้งสูงค่าและสวยงามในสายตาของผู้ประพันธ์ ไม่มีคืนไหนที่ท้องฟ้าไร้ดาว เมื่อถึงเวลากลางคืนเรามักจะเคยชินกับภาพของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาวดวงเล็กดวงน้อยระยิบระยับอยู่เต็มท้องฟ้า     ดาวมีอยู่มากมายและไม่มีวันหมดไปเหมือนกับความรักที่มีอยู่มากมายและไม่มีวันสิ้นสลาย ดังนั้นผู้ประพันธ์จึงเลือกใช้ดาวบนท้องฟ้าแทนความรักของตนที่มอบให้กับอีกฝ่าย

เพลงฤดูที่แตกต่าง

อดทนเวลาที่ฝนพรำ
อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง
ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ
ว่ามันคุ้มค่า(แค่ไหนที่เฝ้ารอ)

ฝนพรำเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนอุปสรรคและความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์ซึ่งมนุษย์ต้อง อดทน มองความเป็นไปในชีวิตและปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจว่ามันคือสัจธรรม เมื่อพิจารณาดูแล้วจะทำให้เราเห็นความแตกต่างในชีวิต มีขึ้นก็ต้องมีลง มีสุขก็ต้องมีทุกข์ สุดท้ายแล้วเราต้อรู้จักรอวันที่ ฝนจาง และ ฟ้าสว่าง  ซึ่งหมายถึงวันที่ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายลงและชีวิตกลับมามีความสุขอีกครั้งนั่นเอง

เพลง ใกล้

แม้วันเวลาจะมาเปลี่ยน แม้มีกำแพง กรอบความคิด
ขอเพียงใจเราไม่ยึดติด ก็คงไม่มีอะไรกั้นเราไว้

คำว่า “กำแพง” และ “กรอบ” ต่างหมายถึงอุปสรรคหรือสิ่งที่กางกั้งไม่ให้มนุษย์ออกไปเผชิญกับความเป็นจริง มีจิตใจที่คับแคบ ไม่ยอมเปิดรับผู้อื่นซึ่งหากเราไม่ยึดติดกับเครื่องพันธนาการเหล่านี้ เราก็จะหลุดพ้นและเรียนรู้ชีวิตและเข้าใจคนรอบข้างได้มากขึ้น

เพลง หวานขม

แต่แล้ว ชีวิตวันเหล่านั้น ก็พ้นและจบลง
และเหลือทิ้งไว้ เพียงฝุ่นผง ที่เฝ้ารอวันจางหาย

ผู้ประพันธ์ใช้คำว่า “ฝุ่งผง” แทนภาพของอดีตที่จบลงและเหลือไว้เพียงเศษซากของความทรงจำที่บางเบา รางเลือนและรอวันที่จะจางหายไปตามกาลเวลา

หวานขม ระคนกันไป คิดถึงทีไร สุขทั้งน้ำตา
จากนี้เหลือเพียงอดีตของกาลเวลา
ที่จะไม่ย้อนคืนมาอีกแล้ว

ผู้ประพันธ์ให้ภาพที่ขัดแย้งกันระหว่างความหวานและความขมซึ่งปนกันอยู่ มันเป็นความหวานขมที่ทำให้ผู้ที่คิดถึงมีความสุขทั้งน้ำตา ในโลกแห่งความเป็นจริงมนุษย์เราต้องเจอทั้งรสหวานและรสขมเคล้ากันไปในชีวิตอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย ความหวานก็เปรียบได้กับความสุข ความสมหวังที่เราพบ และความขมก็เปรียบเหมือนความทุกข์ ความเศร้าเสียใจที่แบกครั้งเราก็จำต้องแบกรับเอาไว้

การใช้คำเปรียบเทียบคู่ขนาน

เพลง ฤดูที่แตกต่าง

หากเปรียบกับชีวิตของคน
เมื่อยามสุขล้นจนใจมันยั้งไม่อยู่
ก็คงเปรียบได้กับฤดู
คงเป็นฤดูที่แสนสดใส

มีการใช้คำเปรียบเทียบคู่ขนานระหว่างชีวิตของมนุษย์ในยามที่มีความสุขกับฤดูที่สดใส หากพิจารณาที่ชื่อของบทเพลงควบคู่กันไปแล้ว เราจะเห็นว่าผู้ประพันธ์มีความต้องการที่จะเปรียบเทียบช่วงเวลาที่แตกต่างกันในชีวิตของมนุษย์กับฤดูกาล

เพลง เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน

เมื่อมีคนได้ในสิ่งหนึ่ง ก็ต้องมีคนเสีย อีกสิ่งหนึ่ง
ไม่มีคนไหน ที่ไม่เคยเสียอะไรเลยสักที

เมื่อมีคนให้ในสิ่งหนึ่ง ก็จะมีคนรับอีกสิ่งหนึ่ง
จะดีไหม ถ้าใจของเราให้ กันวันนี้

มีการเปรียบเทียบคู่ขนานคือ เมื่อมีคนได้ในสิ่งหนึ่ง ก็ต้องมีคนเสีย อีกสิ่งหนึ่งและ เมื่อมีคนให้ในสิ่งหนึ่ง ก็จะมีคนรับอีกสิ่งหนึ่งซึ่งถือเป็นการเน้นให้เห็นความจริงหรือสัจธรรมในชีวิตของมนุษย์ที่ว่า แต่ละชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบ มีคนได้ ก็ต้องมีอีกคนเสีย มีคนให้ ก็ต้องมีอีกคนรับ เป็นต้น

การใช้คำแสดงความขัดแย้ง

เพลง รัก

เหมือนฝนตกตอนหน้าแล้ง
เหมือนเห็นสายรุ้งขึ้นกลางแจ้ง
เหมือนลมหนาวเดือนเมษา
เหมือนว่าใจอ่อนล้ากลับแข็งแกร่ง

เหมือนคนกำลังมีรัก
เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก
เหมือนเจอของสำคัญที่หล่นหาย
เหมือนร้ายนั้นกลายเป็นดีมาก
เหมือนที่ฉันนั้นได้มาพบกับเธอ
ชีวิตฉันจึงได้เจอ

“เพลงรัก” เป็นเพลงที่ผู้ประพันธ์แต่งขึ้นเพื่อแสดงความรัก ความศรัทธาของตนที่มีต่อพระเจ้าเพราะพระเจ้าคือผู้ที่ประทานความรักที่แท้จริงและมอบทางสว่างให้แก่ผู้ประพันธ์ บทเพลงนี้มีความละเอียด และถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม ลึกซึ้ง กินใจ มีการซ้ำคำว่า “เหมือน” นำประโยคที่แสดงความขัดแย้งเพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายเมื่อได้พบกับพระเจ้า

 เพลง ลีฟ แอนด์ เลิร์น (Live and Learn)

เมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ
ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน

เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป
มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน

ในชีวิตของมนุษย์มีความผันแปรอยู่มากมาย ไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าความสุขที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนเพียงใด และไม่มีใครทราบว่าความทุกข์จะเข้ามาในชีวิตเมื่อไหร่ ผู้ประพันธ์ใช้คำว่า “ความสุขความทุกข์” คู่กันทั้งที่มีความหมายขัดแย้งกัน ทั้งยังมีการซ้ำคำว่า “เพราะชีวิตคือชีวิต” คล้ายกับจะบอกเราว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้  นอกจากนี้ยังมีคำซ้อนที่แสดงความขัดแย้งอยู่เป็นคู่ๆ เช่น “เข้ามา”  กับ “เลิกไป”  “สุขสม” กับ “ผิดหวัง”  “หัวเราะ” กับ “หวั่นไหว” ซึ่งสภาพเหล่านี้ล้วนแต่เกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ในทุกๆวัน

เพลง เรา

ยิ้ม ระทม สุขทุกข์ ชื่นบาน สักเพียงไหน
ท้อ ดีใจ เหนื่อยล้า แข็งแรง สักเท่าไร

มีการใช้คำที่ขัดแย้งกันเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าในชีวิตจะพบเจอกับสถานการณ์เช่นไร ใจของคนๆหนึ่งจะมั่นคงกับคำสัญญาที่ตนมอบให้คนรักและจะอยู่เคียงข้างกันเสมอ

การใช้คำอุปมา

เพลง เก็บดาว

อยากให้รักเราเหมือนฟ้าที่เต็มไปด้วยดาวสดใส ตลอดกาล..

ผู้ประพันธ์ใช้คำอุปมาในการแสดงความประสงค์ว่า อยากให้ความรักเป็นเหมือนท้องฟ้า เพราะท้องฟ้ากว้างใหญ่และมีดวงดาวอยู่มากมายซึ่งผู้ประพันธ์ใช้ดวงดาวแทนความรักในเนื้อเพลงก่อนหน้านี้นั่นเอง

เพลง ฤดูที่แตกต่าง

ถ้าวันหนึ่งวันไหน
ที่ใจเจ็บทนทุกข์ ดังพายุที่โหมเข้าใส่
บอกกับตัวเองเอาไว้
ความเจ็บต้องมีวันหาย
ไม่ต่างอะไรที่เราต้องเจอทุกฤดู

ผู้ประพันธ์ใช้คำอุปมาเพื่อแสดงว่าใจที่เจ็บทุกข์ทรมานก็เหมือนกับพายุที่โหมเข้าใส่ ทั้งนี้คำว่า “พายุ” มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์หมายถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์

เพลง เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน

เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน
ก็เป็นเพราะไม่มีใครจะดีพร้อมได้ดังฝันไปทุกที่

ผู้ประพันธ์ใช้คำอุปมาเพื่อชี้ว่าชีวิตมนุษย์ไม่สามารถสมบูรณ์แบบเหมือนกับความฝันได้

เพลง เจ้าหญิง

ขอให้ค่ำคืนนี้มีแต่เรา อยู่เคียงใต้แสงดาว และมีความรักให้กันและกัน
ให้เธอเป็นดังเจ้าหญิงในใจฉัน และจะมีเธอเท่านั้น

ผู้ประพันธ์ใช้คำอุปมาเปรียบคนรักว่าเธอเป็นเหมือนกับเจ้าหญิง เพื่อชี้ให้เห็นว่าเขาไม่ได้มองคนรักว่าเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ แต่มองว่าเธอมีความพิเศษ สำคัญและสูงค่าเปรียบได้กับเจ้าหญิงในใจของเขา

การใช้คำอุปลักษณ์

เพลง เพื่อเธอ

เป็นความอบอุ่นในหัวใจ เป็นความยิ่งใหญ่ของทุกวัน
เป็นจุดมุ่งหมาย และเรี่ยวแรงอันสำคัญ

เพราะว่าเธอนั้นคือดวงใจของฉัน

ผู้ประพันธ์ใช้คำอุปลักษณ์คือคำว่า “เป็น” เพื่อแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีความสำคัญต่อชีวิตของตนมาก เพราะว่าอีกฝ่าย “คือ” ดวงใจของตนนั่นเอง

เพลง เจ้าหญิง

เธอคือนางฟ้าที่เดินเข้ามากลางหัวใจ เติมความสดใสให้กับชีวิตที่มืดมน
เปลี่ยนแปลงความรักที่มีแต่ความหมองหม่น
เปลี่ยนชีวิตที่เคยสับสน ของคนที่ร้าวราน
เพราะเธอได้เข้ามาเปลี่ยนหัวใจ ที่เคยอ่อนล้าให้มีหวัง

ผู้ประพันธ์ใช้คำอุปลักษณ์เพื่อแสดงให้เห็นว่าหญิงคนรักเปรียบเหมือนนางฟ้าซึ่งมีความพิเศษมากสำหรับตน เพราะ “เติม” ความสดใสให้ชีวิตที่เคยมืดมน ทั้งยังมีการซ้ำคำว่า “เปลี่ยน” เพื่อชี้ว่าผู้หญิงที่เดินเข้ามาในหัวใจของเขานั้นมีอิทธิพลกับชีวิตเขามาก เพราะเธอช่วยพลิกชีวิตจากที่เคยจมอยู่ในความทุกข์ระทมให้สดใสและมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

เพลง หัวใจผูกกัน

และทุก ๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้
ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ไม่ว่าจะนาน เท่าไหร่
เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป
ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน

ผู้ประพันธ์ใช้คำอุปลักษณ์คำว่า “เป็น” และคำวิภาคสรรพนามคือคำว่า “กัน” โดยมีคำสันธานคือคำว่าและมาเชื่อมในประโยค “เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป” เพื่อเน้นให้เห็นความสัมพันธ์ที่ดี ความรักที่มีต่ออีกฝ่ายที่ถึงแม้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้คำอติพจน์หรือการกล่าวเกินจริงในประโยค “หัวใจเราผูกกัน” เพื่อแสดงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แนบแน่นของทั้งสองฝ่าย

การใช้เทศนาโวหาร

เพลงฤดูที่แตกต่าง

อย่าไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ
อย่าไปคิดว่ามันเป็นวันสุดท้าย
น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจางหาย
หากไม่รู้จักเจ็บปวดก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ

ผู้ประพันธ์ใช้การเทศนาโวหารโดยซ้ำคำว่า “อย่า”   เพื่อเตือนสติคนที่กำลังมีปัญหาในชีวิต เพราะโดยปกติแล้วคนที่ประสบปัญหาย่อมมองปัญหาของตนยิ่งใหญ่และเป็นเรื่องสาหัส การที่ผู้ประพันธ์ใส่คำว่า “อย่า” เข้ามาในบทเพลงก็ทำให้เราฉุกคิดและพิจารณาปัญหาของตนอย่ามีสติมากขึ้น นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ยังได้ตบท้ายว่า “หากไม่รู้จักเจ็บปวดก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ” ก็เป็นการมอบบทเรียนให้แก่เราว่า ถ้าเราไม่เคยเจ็บปวด เราคงมิอาจทางรู้รสความสุขที่แท้จริง

เพลง เปิด

เธอนั้นจะกล้าเปิด  เปิดตาและเปิดหูและเปิดใจ
มองโลกด้วยมุมมองด้านใหม่ ไม่ว่าจะร้ายหรือจะดี
หากว่าวันนี้สับสน วุ่นวายและวกวนไปทุกที่
ลองมองลองเปลี่ยนมุมจากที่ยืนอยู่ตรงนี้ เปลี่ยนจนเจอที่ที่ถูกใจ

ผู้ประพันธ์ใช้คำเทศนาโวหารในการสอนมนุษย์โดยมีการซ้ำคำว่า “เปิด” และ “เปลี่ยน” เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกๆอย่างย่อมอยู่ที่วิธีการมองโลกของเรา หากเรารู้จักเปิดรับสิ่งดีๆ และเปลี่ยนวิธีคิดหรือมุมมองก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขได้

เพลง บทเรียน

บทเรียนนี้ไม่มีสอน
ต้องผ่านพ้นความทุกข์ร้อน เท่านั้นถึงเข้าใจได้
จะต้องเสียใจกี่ครั้งแต่ก็คุ้มเมื่อแลกกัน
เพราะว่าหาเรียนไม่ได้จากที่ไหน
บทเรียนที่ทำให้ใจของเรารับรู้
ว่าไม่มีอะไรคงอยู่เสมอไป
เป็นบทเรียนชีวิตที่แสนจะยิ่งใหญ่
เมื่อใจของเรานั้นยอมรับมัน

ผู้ประพันธ์ซ้ำคำว่า “บทเรียน” ในเชิงเทศโวหารเพื่อสื่อให้เห็นว่าบทเรียนในชีวิตของมนุษย์เป็นเรื่องที่   สอนกันไม่ได้ หากแต่ต้องประสบด้วยตนเองจึงจะเข้าใจ ถึงแม้จะต้องแลกด้วยความทุกข์ทรมานก็ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มและมีค่ามากเพราะถือเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในตำรา นอกจากนี้บทเรียนชีวิตยังมอบเครื่องเตือนใจให้แก่เราว่าไม่มีสิ่งใดจะคงอยู่ตลอดไป

เพลง ลีฟ แอนด์ เลิร์น (Live and Learn)

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

ผู้ประพันธ์ซ้ำคำว่า “อยู่ที่” และ “อยู่กับ” ในเชิงเทศนาโวหารเพื่อสื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตของเรานั้น อยู่ที่การเรียนรู้ การยอมรับ รู้จักตามสติของเราให้ทัน นอกจากนี้ก็ควรอยู่กับสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ใช่ความฝันลอยๆ และต้องรู้จักทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด

การใช้คำซ้ำ

เพลง เพื่อเธอ

ขอเพียงยังมีเธออยู่ด้วยกัน
ขอเพียงยังมีเธอเดินเคียงข้างฉัน
ขอเพียงยังมีเราอยู่ด้วยกัน ฉันก็สุขใจ

มีการซ้ำคำว่า “ขอเพียง” เพื่อบอกอีกฝ่ายว่าอีกฝ่ายนั้นมีอิทธิพลและสำคัญกับชีวิตตนมาก

เพลง เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน

ความจริงคนเราเกิดมาเพื่อจะแบ่งวันเวลาร่วมกัน
ความจริงคนเรานั้น เกี่ยวพันแม้ไม่เคยพบเจอ
ไม่ต่างกับฉันและเธอ

มีการซ้ำคำว่า “ความจริง” เพื่อเน้นให้เห็นสัจธรรมว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่มีมนุษย์คนใดจะใช้ชีวิตเพียงลำพังได้ มนุษย์เกิดมาเพื่อแบ่งปันสิ่งต่างๆร่วมกันและเกี่ยวพันกันในการใช้ชีวิตในสังคม ถึงแม้ว่าจะไม่เคยพบเจอหรือรู้จักกันมาก่อนก็ตาม

เพลง ใกล้

ต่างคนต่างใจและต่างความฝัน เปิดใจให้กันและกันดีไหม
รับรู้เป็นสองทาง ระหว่างใจและใจ แม้ว่าเรานั้นห่างกันเพียงไหน

มีการซ้ำคำว่า “ต่าง” และ “กัน” ซึ่งเป็นวิภาคสรรพนามใช้บอกความชี้ซ้ำ ในตอนแรกจะเห็นว่าผู้ประพันธ์จะใช้ซ้ำคำวิภาคสรรพนามว่าคำว่า “ต่าง” เพื่อแทนการแบ่งหรือการแยกออกเป็นส่วนๆ เพราะคนเรามีความแตกต่างกัน แต่ประโยคต่อไป มีการใช้วิภาคสรรพนามคำว่า “กัน” ในเชิงแนะนำว่า ถึงแม้คนเราจะต่างกันแต่ควรเปิดใจให้กันและกันบ้าง  นอกจากนี้ยังมีการซ้ำคำว่า “ใจ” โดยมีคำสันธานเชื่อมเพื่อการสื่อสารสองทางระหว่างหัวใจของทั้งสองฝ่าย

เราก็จะใกล้ เข้าไปข้างในหัวใจ ยิ่งพูดยิ่งฟังยิ่งใกล้ เข้าไปข้างในหัวใจ
ใกล้เข้าไปข้างในหัวใจ ยิ่งพูดยิ่งฟังแค่ไหน ยิ่งใกล้ข้างในหัวใจ

มีการซ้ำคำว่า “ยิ่ง” เพื่อเน้นว่า หากเรายิ่งสื่อสารกันบนความเข้าใจ เปิดใจรับความแตกต่างของผู้อื่นมากแค่ไหน เราก็จะยิ่งใกล้กันมากขึ้น

เพลง ฉันดีใจที่มีเธอ

ในโลกที่มี ความวกวน
ในโลกที่ทุกคนต้องดิ้นรน
ที่สับสน ร้อนรนจนใจ นั้นแสนเหนื่อย
ในโลกที่ความทุกข์ท้อใจ
ได้เดินผ่านเข้ามาเรื่อยๆ
จนบางครั้งไม่รู้จะข้ามไปเช่นไร

มีการซ้ำคำว่า “ในโลกที่” เพื่อเน้นลักษณะของโลกแห่งความจริงที่เราอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ โดยใช้คำซ้อนในเชิงลบ เช่น วกวน ดิ้นร้น สับสัน ร้อนรน แสนเหนื่อย ทุกข์ท้อใจ เพื่อแสดงลักษณะรวมถึงความรู้สึกในการมองโลกผ่านสายตาของมนุษย์คนหนึ่ง

ในอุปสรรค ที่มากมาย
ในความหวาดหวั่น ที่วุ่นวาย
และอนาคต ในปัจจุบัน และอดีต
ในความเป็นจริงที่ต้องเจอ

มีการซ้ำคำว่า “ใน” เพื่อเน้นสถานการณ์ เวลา รวมถึงความจริงที่ตนต้องประสบกับปัญหาและอุปสรรค

ยิ่งชีวิต ยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ กลับทำให้ฉันยิ่งคิด ในใจ

มีการซ้ำคำว่า “ยิ่ง” เพื่อเน้นชีวิตของตนเองที่เมื่อระยะเวลาผ่านไปก็พบเจอเรื่องราวหรือสิ่งต่างๆมากมาย ส่งผลให้ตนเองยิ่งคิดในใจอยู่เสมอ

ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ
ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะต้องพบ อะไร
และฉันรู้และฉันอุ่นใจ
ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ ตรงนี้

มีการซ้ำคำว่า “ดีใจ” และ “เธอ” ซึ่งเราจะเห็นว่าคำว่า “เธอ” เป็นตัวหลักที่ผู้ประพันธ์ต้องการเน้นมากที่สุดว่าเขามีความดีใจที่ได้พบกับเธอเพราะในโลกที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและความสับสนนั้น เธอเป็นกำลังใจเดียวที่เขามีอยู่ดังนั้นจึงมีค่าและมีความสำคัญสำหรับเขามาก

เพลง หวานขม

เมื่อมองย้อนไป ในวันที่เรา เดินผ่านพ้นมา
นึกถึงวันเก่าเก่า ก็เหงาได้ทุกเวลา
ผ่านวันที่ดี ผ่านวันที่เราเคยมีน้ำตา
เป็นช่วงที่มีความสุข มากมาย

วันที่ซึ้งใจ วันที่เสียใจ วันที่พ้นมา
ชีวิตที่มีเธออยู่ ยังรู้สึกทุกเวลา
จะเป็นเช่นไร สุขซาบซึ้งใจหรือมีน้ำตา
ฉันนั้นก็มีความสุขมากมาย

มีการซ้ำคำว่า “ผ่าน” และ “วัน” เพื่อแสดงจุดเวลาในอดีตที่เมื่อมองย้อนกลับไปก็คิดถึงภาพวันเก่าๆเหล่านั้น วันเหล่านั้นมีทั้งความสุขและความเศร้าปนเปกันไป แต่ก็ทำให้คนๆหนึ่งระลึกถึงวันที่ผ่านพ้นไปแล้วอยู่เสมอ

เพลง บทเรียน

เมื่อความคาดหวังของเรานั้นพังทลาย
เมื่อความเสียใจเกิดจากการพบความจริง
ทั้งที่เราได้ทุ่มเททำจนหมดทุกสิ่ง
เมื่อใจที่ครั้งหนึ่งนั้นเคยยังมีแรง
กลับดูเหือดแห้งจนไม่เหลืออะไร
เมื่อฟางเส้นสุดท้ายกำลังจะขาดหายไป

เมื่อความพยายามนั้นกลายเป็นสิ่งที่ผิด
เมื่อความตั้งใจไม่มีค่าอะไร
เหมือนทางที่เคยเดินมาตลอด คือทางที่เลือกพลาดไป

บทเพลงทั้งสองท่อนนี้มีการซ้ำคำว่า“เมื่อ” เพื่อสื่อว่าความคาดหวัง ความพยายามทั้งหมดได้สูญสลายไป แม้แต่ความหวังเล็กๆที่เปรียบเหมือนฟางเส้นสุดท้ายก็กำลังจะขาดหายไป ไม่สามารถไขว่คว้าเอาไว้ได้เช่นกัน สรุปคือผู้ประพันธ์ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าความคาดหวังกับความเป็นจริงนั้นสวนทางกัน

เพลง รัก

แต่ไม่รู้จะขอบคุณ ไม่รู้ทำอย่างไร
ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ
ที่ฉันได้จากเธอ ได้รักโดยไม่ต้องขอ
ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร

มีการซ้ำคำว่า “ไม่รู้” และคำว่า “ได้” เพื่อเน้นว่าผู้ประพันธ์ไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือเปรียบความรู้สึกของตนกับสิ่งใด เนื่องจากมันมากเกินกว่าจะอธิบายให้อีกคนเข้าใจได้ แต่เขาก็ได้รับและเรียนรู้แล้วว่าความรักที่แท้จริงนั้นคืออะไร

การใช้คำซ้อน

เพลง เปิด

หากเธอเหนื่อยล้าผิดหวัง ชีวิตไม่เป็นเหมือนดังฝันใฝ่
จะมีสุขหรือทุกข์เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับใจก็เท่านี้
จำไว้สุขทุกข์สักแค่ไหน ขึ้นอยู่กับใจของเรานี้

มีการใช้คำซ้อนในเชิงลบเช่น “เหนื่อยล้าผิดหวัง” และใช้คำคู่ที่ขัดแย้งกันเช่น “สุขทุกข์” เพื่อชี้ให้เห็นว่า   มนุษย์ต้องพบเจอกับความผิดหวังในชีวิตบ้างแต่มันก็เป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกสุขหรือทุกข์เท่าไหร่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับใจเราเอง

คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ

เพลง เพื่อเธอ

รู้ตัวหรือเปล่า เธอทำอะไรให้ชีวิตของฉัน
มากมายเท่าไร ที่ได้จากการที่มีเธออยู่ข้างกัน

รู้สึกหรือเปล่า เธอเติมอะไรให้วันคืนเหล่านั้น
เนิ่นนานเท่าไร ได้สุขจากการที่มีเธออยู่ใกล้กัน

ผู้ประพันธ์ใช้คำที่แสดงลักษณะของคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเพื่อชี้ให้เห็นว่า การที่คนๆหนึ่งเข้ามาในชีวิตของเขาทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปและมีความสุขมากจากการที่ได้อยู่เคียงข้างกัน

เพลง เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน

ทำไมบางคนที่เกิดมาจึงมีวัน เวลาดีดี           
และทำไมบางคนยังคงวนเวียนหาทางไม่เจอสักที
ในเมื่อโลกมันเป็นแบบนี้

ผู้ประพันธ์ใช้คำที่แสดงลักษณะของคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเกี่ยวกับชีวิตของคนซึ่งแตกต่างกันระหว่างคนที่ชีวิตเกิดมาพบแต่สิ่งที่ดีกับคนที่วนเวียนอยู่ในปัญหาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

เพลง หัวใจผูกกัน

วันเวลาดีๆเหล่านั้น
เธอยังคงจำมันได้ไหม

วันที่เราไม่เคยย่อท้อ วันที่เราต่างมีความฝัน
และทำทุก ๆ สิ่งด้วยหัวใจเดียวกัน
เธอยังคงจำมันได้ใช่ไหม

ผู้ประพันธ์ใช้คำที่แสดงลักษณะของคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบในประโยคว่า“เธอคงจำมันได้ใช่ไหม” นอกจากนั้นยังมีการซ้ำคำว่า “ดีๆ” เพื่อบอกให้รู้ว่าวันและเวลาในอดีตเป็นความทรงจำที่ดีเสมอในความรู้สึกของตน ทั้งยังมีวิภาคสรรพนามคือคำว่า “ต่าง” เพื่อชี้ให้เห็นว่าในวันเวลาตอนนั้นแต่ละคนก็มีความฝันเป็นของตน

2 thoughts on “ลีลาภาษาจากบทเพลงของ บอย โกสิยพงษ์ *

  1. เป็นข้อมูลที่ดีมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
    กำลังหาข้อมูลดีดีไว้เริ่มต้นการแต่งเพลง ด้วยตัวเองอยู่เลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s