พระจันทร์ลายพยัคฆ์ – “กฎหมาย อำนาจ อาชญากร ภาพสะท้อนสังคมไทย”

พระจันทร์ลายพยัคฆ์

“กฎหมาย อำนาจ อาชญากร ภาพสะท้อนสังคมไทย”

                หากละครเรื่อง “พระจันทร์ลายพยัคฆ์” เป็นเพียงแค่ละครที่เชือดเฉือนกันตามสูตรสำเร็จที่เรียกว่า “สูตรสถานการณ์รูปสามเหลี่ยม” (The Triangle Situation Formula) ซึ่งมีสองหญิง หนึ่งชาย กับประเด็นรักสามเศร้าก็คงเป็นเพียงละครประเภทชิงรักหักสวาทที่เห็นกันอยู่เกลื่อนจอที่แม้ว่าจะมีความบันเทิงเต็มเปี่ยมแต่ก็มิได้มอบสารประโยชน์อันใดแก่ผู้ชมเลย ทว่าละครเรื่อง “พระจันทร์ลายพยัคฆ์” ได้นำผู้ชมไปไกลกว่านั้นเพราะได้ชูประเด็นที่น่าสนใจมากมายทีเดียว เช่น เพศสภาพและพื้นที่ในสังคม ความเป็นศัตรูและการแข่งขันในเพศหญิง โลกในอุดมคติและโลกความจริง ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์และความรัก ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์และการใช้อำนาจทางกฎหมายตลอดจนตีแผ่สังคมที่ป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หายเช่น โรคคลั่งอำนาจ เงินตราและบูชาคนเลว แง่มุมที่ฉันได้ยกมาข้างต้นนี้สะท้อนผ่านตัวละครที่ต่างก็มีความสัมพันธ์กันทางบริบทของสังคมโดยที่ผู้กำกับละครก็มิได้ตั้งตนเป็นศาลเตี้ยในการพิพากษาตัวละครเลย หากแต่ให้ผู้ชมได้ใช้วิจารณญาณ รู้จักคิด กระตุ้นให้มองปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมระดับลึกพร้อมทั้งคิด หาวิธีแก้ไข

ละครคือภาพจำลองของชีวิตจริงตามตำราดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว หากเราพินิจดูสังคมไทยในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าศีลธรรมได้จางหายไปและปรากฏเพียงความเหลวแหลกของสังคมที่ยืนอยู่บนรากฐานแห่งความอ่อนแอและพร้อมจะล้มลงทุกเมื่อ ความไร้ศักยภาพของระบบราชการปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในละครเรื่องนี้ที่ตำรวจมักจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์นอกจากนี้ยังใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตซึ่งตัวละครที่น่าสนใจคือ “ปานเดือน” ซึ่งเป็นตัวละครตำรวจหญิงที่มีความโดดเด่นในแง่ที่เธอมีความใฝ่สูง ทะเยอทะยานและได้รับตำแหน่งมาด้วยความไม่สุจริตโดยยอมศิโรราบแก่ “วิชาญ” นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลและได้รับการนับถือจากตำรวจทั้งที่ตัวตนจริงนั้นเป็นผู้บงการใหญ่ขององค์กรนอกกฎหมายแต่ได้สร้างเปลือกคนดีมาสวมใส่ไว้อย่างรัดกุม นอกจากนี้เราจะพบว่าตลอดทั้งเรื่องวิชาญมีอำนาจ มีเส้นสายและยิ่งใหญ่จนสามารถสั่งการตำรวจได้ทั้งกรมและแน่นอนที่สุดว่าตำรวจทั้งกรม แม้แต่สารวัตรขจรซึ่งเป็นหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาก็ยอมสยบแทบเท้าวิชาญเพราะเขาเองก็รักและห่วงตนเอง กลัวว่าจะสูญเสียตำแหน่งเดิมทั้งที่บุคคลระดับหัวหน้าต้องมีความสำนึกในหน้าที่และหน่วยงานเป็นหลักตลอดจนต้องรู้จักปกครองคน มีใจเด็ดเดี่ยวมากพอที่จะกล้าเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมหรืออำนาจที่มิชอบบ้างแต่สิ่งที่เราได้เห็นนั้น ตัวละครนามว่า “สารวัตรขจร” ก็เป็นได้เพียงตำรวจหัวอ่อนที่ไม่ต่างจากหุ่นยนต์ซึ่งทำงานตามโปรแกรมที่ถูกป้อนเอาไว้เท่านั้น ส่วนปานเดือนก็ถือเป็นกลไกหรือเครื่องมือชิ้นเยี่ยมที่ถูกความโลภ โกรธ หลงเข้าครอบงำเสียจนแยกดีชั่ว ถูกผิดไม่ออก ถ้าหากหัวใจของเธอใหญ่และกว้างขวางพอ ปานเดือนก็คงเป็นตำรวจหญิงคนหนึ่งที่มีศักยภาพสูงพอที่จะช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาหน่วยงานแต่เธอก็เลือกที่จะรับใช้วิชาญโดยบอกความเคลื่อนไหวของตำรวจให้ขบวนการค้ายาเสพติดของ วิชาญได้รับรู้ ทั้งยังตั้งตนเป็นผู้กุมอำนาจทางกฎหมายโดยใช้อำนาจที่ตนเองได้รับเกินขอบเขตเพื่อให้ผู้ต้องหาหรืออาชญากรในสายตาเธอรับสารภาพ สิ่งเหล่านี้ปรากฏให้เห็นในฉากที่เธอทรมานจันทร์ฉาย เมื่อเรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดเผยเป็นภาพจากคลิปวิดีโอการกระทำอันเหี้ยมโหดของเธอก็มีนักข่าวคนหนึ่งได้ตั้งคำถามออกมาได้ตรงใจฉันทีเดียวว่า “ผู้หญิงในภาพนี้ใช่ตำรวจหรือเปล่าครับ”  เพราะตำรวจที่ดีและมีจิตสำนึกย่อมไม่ใช้ความรุนแรงในการสอบสวนผู้ต้องหาแต่ที่พบในข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันก็เป็นเสมือนคำตอบอยู่แล้วว่ายังคงมีตำรวจจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่อ้างสิทธิ์ของผู้รักษากฎหมายใช้อำนาจซ้อมผู้ต้องหาเช่นเดียวกับปานเดือน อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการพิพากษาปลิดชีวิตวิชาญโดยปานเดือนนั้นคือสิ่งที่ตำรวจควรกระทำหรือ การที่เธอประกาศกร้าวออกมาด้วยความเชื่อมั่นในการกระทำของตนอย่างสุดโต่งว่า “มันค้ายานรก มันสมควรตายแบบนี้!” ตัวเธอเองมีสิทธิ์แค่ไหนในการย่ำยีชีวิตของมนุษย์ เราต้องอย่าลืมหน้าที่ของตำรวจไม่ใช่การลงโทษอาชญากรและถึงแม้ว่าอาชญากรนั้นจะทำเรื่องบัดซบต่ำทรามถึงเพียงไรก็ต้องถูกคุ้มครองในฐานะมนุษย์ สิ่งที่เธอทำกับวิชาญก็มิได้วิเศษหรือดีกว่าการกระทำของอาชญากรอื่นเลยตรงกันข้าม เธออาจจะร้ายกาจและโหดเหี้ยมกว่าเสียด้วยซ้ำ

ละครเรื่องพระจันทร์ลายพยัคฆ์เป็นมากกว่าละครแนวรักสามเศร้าทั่วไปเพราะถือเป็นการวิพากษ์สังคมอย่างตรงไปตรงมาถึงสังคมที่พร้อมจะดิ่งลงเหวได้ทุกเมื่อ แม้ว่าคนบางส่วนในสังคมจะใฝ่ฝันถึงสังคมในอุดมคติที่มีแต่ผู้คนจิตใจงามก็คงจะเป็นไปมิได้ เพราะวัฒนธรรมแบบมือยาว สาวได้สาวเอา เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบและการไหลทะลักของอิทธิพลชั่ว บุคคลในชุดสีกากีซึ่งควรจะปฏิบัติงานด้วยความสำนึกในหน้าที่ของตน กลับหาผลประโยชน์ใส่ตัว เรียกได้ว่าละครเรื่องนี้ชำแหละสังคมพร้อมทั้งตั้งคำถามให้เราขบคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะปรับปรุงระบบราชการไทยให้ดีขึ้นและปลูกจิตสำนึกให้บุคคลที่เรียกตนเองว่า “ตำรวจ” มีสำนึกรับผิดชอบกว่านี้ไม่ใช่ดูดีแต่เพียงเปลือกนอกภายในกลับเป็นอาชญากรตัวร้ายที่บ่อนทำลายสังคม

            ศิรตะวัน ทหารแกล้ว

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s