นางนาก เดอะมิวเซียม – “ผี – คน ความเหมือนที่แตกต่าง”

นางนาก เดอะมิวเซียม

“ผี – คน ความเหมือนที่แตกต่าง”

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

 

                “ผู้หญิงบางคนก็ทำตัวเหมือนนางนาก” นี่คือคำกล่าวของตัวละครหนึ่งในละครเวทีเรื่อง“นางนาก เดอะมิวเซียม” ที่ทั้งกินใจและเข้าถึงธรรมชาติของผู้หญิงได้เป็นอย่างดีจนกระทั่งผู้เขียนต้องสำรวจตนเองว่าตัวเรามีความเป็นนางนากอยู่หรือไม่ซึ่งหากกล่าวถึง “นางนาก” หรือ “แม่นาคพระโขนง” คงจะไม่มีใครไม่รู้จักเพราะนางนากเป็นถึงผีไทยสุดคลาสสิคที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตำนานเรื่องนางนากนี้ได้รับการตีความและถ่ายทอดออกมาในรูปแบบใหม่นับร้อยๆครั้งซึ่งส่วนมากก็มักจะมีประเด็นหลักเป็นความรักของนางนากที่มีต่อผัวและความเฮี้ยนของวิญญาณนางนาก สำหรับละครเวที  เรื่องนี้ก็นับว่าทำออกมาได้วิเศษ พิสดารอย่างยิ่ง ทำให้นางนากเดินไปบนเส้นทางละครเวทีได้อย่างน่าชม  ก็จะไม่ให้เป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรเล่า เมื่อดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ ผู้กำกับมากความสามารถลงมือกำกับด้วยตนเอง ละครเวทีเรื่องนี้มีการดัดแปลงและผสมผสานกับบทละครเรื่องพิศวาสปีศาจเมียหลวงซึ่งได้รับการดัดแปลงมาจาก Blithe Spirit ของ Noel Coward ประกอบกับการค้นคว้าอย่างละเอียดของผู้กำกับจึงทำให้ผู้ชมทราบข้อเท็จจริงของตำนานนางนากที่ถูกต้อง แม่นยำ ไร้การบิดเบือน แต่แทนที่ผู้กำกับจะถ่ายทอดเนื้อเรื่องออกมาตรงๆ กลับผูกเรื่องให้โดดเด่น สนุกสนาน ชวนติดตาม ไม่จืดชืดไร้รส เรียกได้ว่า ผู้กำกับท่านนี้ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างชัดเจนทีเดียวว่าเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งกาจ สามารถนำเรื่องแบบเดิมๆที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว มาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยต้องกับรสนิยมของคนไทยในยุคปัจจุบัน

ละครเวทีเรื่อง “นางนาก เดอะมิวเซียม” ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องชนิดที่สอดแทรกอารมณ์ขันปนสาระ ทั้งยังเสียดสีขนบเกี่ยวกับผีไทย จากคำพูดที่ว่า “ผีมาเมื่อไหร่ ไฟก็ปิดเอง”  หรือแม้แต่บุคลิกของตัวละครนางนากที่คนไทยร้อยทั้งร้อยต้องจินตนาการภาพนางนากไว้ผมยาว ห่มสไบงามสมกับเป็นหญิงไทยแต่ก็แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว ยามที่นางนากปรากฏก็ต้องอุ้มลูกและร้องเพลงกล่องด้วยเสียงอันเยือกเย็นแต่ไพเราะจับใจ ทว่านางนากในละครเวทีเรื่องนี้กลับร้องเพลงด้วยเสียงบาดหูและไม่พอใจทุกครั้งที่มีคนเรียกตนว่า “ผี”  แถมยังดูอารมณ์ดีเพราะฉีกยิ้มหน้าทะเล้นจนเห็นฟันครบทั้งสามสิบสองซี่ ด้านการแต่งตัวก็ดูเข้ากับสมัยนิยมดีทีเดียวเพราะใส่ชุดเดรสและมีหมวกเก๋ๆประดับบนศีรษะ ยามที่เธอใส่ชุดแบบหญิงไทยสมัยโบราณก็ดูแปลกตาและขัดกับบุคลิกที่ฉีกแนว “ความเชื่อเดิม” ที่เรายึดถือไว้จนหมดสิ้น แถมยังมีอารมณ์ขันใช้คำพูดเสียดสีละครเวทีค่ายใหญ่และการเมืองชนิดหยิกแกมหยอกได้อย่างน่าสนใจ  สำหรับแก่นหรือสาระสำคัญของละครเวทีเรื่องนี้ก็มิใช่เพียงแสดงความรักแบบยึดติดที่นางนากมีต่อนายมากหรือมาร์คที่กลับชาติมาเกิดใหม่เท่านั้นแต่กลับตีแผ่เนื้อแท้และธรรมชาติของมนุษย์ทั้งสองเพศได้เป็นอย่างดี ตัวละครในเรื่องต่างก็มีความเห็นแก่ตัว ยึดถือความต้องการของตนเป็นใหญ่ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น  “จีน่า”   ตัวละครหญิงในเรื่องก็มี “ความเป็นนางนาก” อยู่สูงทีเดียว แน่นอนว่านางนากเป็นผี แต่ จีน่าเป็นมนุษย์ก็ย่อมมีความแตกต่างกันทางด้านกายภาพแต่ลักษณะนิสัยภายในหรือเนื้อแท้นั้นเรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลยเพราะต่างก็เป็นหญิงและนางนากก็ถือเป็นต้นแบบความรักที่ยึดติดและต้องการครอบครอง ตัวจีน่าเองก็มีรูปแบบความรักเฉกเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าถึงเธอไม่ตายแต่ก็เฮี้ยนน่าดูชม เพราะพฤติกรรมการแสดงความรักของเธอมักเป็นไปในแง่ที่แสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ผูกขาดนายมาร์คเป็นสมบัติของเธอคนเดียว แม้ฉันจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เป็นธรรมดา ผู้หญิงไม่หึงก็มีแต่เป็นตุ๊กตาผู้หญิง ไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ” แต่นิสัยจีน่าที่ขี้หึงสะบัดก็แสดงกิริยาอันเป็นตัวการสำคัญในการบ่อนทำลายความรักเพราะไม่มีรักใดจะมั่นคงอยู่ได้หากยืนอยู่บนฐานของความระแวง ไม่ไว้ใจและไร้ความเคารพในตัวตนกันและกัน การใช้ชีวิตคู่นั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์คือต้องรู้จักเว้นระยะห่างและมอบพื้นที่ให้แต่ละคนได้หายใจและใช้ชีวิตในแบบที่ตนต้องการบ้าง มนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงต่างก็มีความต้องการทางจิตใจเช่นเดียวกันคือ ความปรารถนาจะดำรงชีวิตของตนให้มีความอิสระจากสิ่งกดขี่ทั้งปวง ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่มาร์คจะตีตัวออกห่างจีน่าและหันไปหานางนากแทน เมื่อมาร์คหันเหความสนใจไปหานางนาก การแข่งขันแย่งชิงพื้นที่ความรักก็ปรากฏขึ้น  ความไม่มั่นใจของจีน่าจะปรากฏอยู่ตลอดแทบทั้งเรื่องคือ เธอมักจะถามเสมอว่า ฉันดีพอไหม ฉันสวยไหม คล้ายกับต้องการคำตอบในเชิงบวกจากอีกฝ่ายเพื่อยืนยันความมั่นใจว่าความรักที่เธอโหยหานั้นยังคงอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว ไม่ได้สูญสลายหรือกลายเป็นความรักที่ต้องร่วมใช้กับคนอื่น เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ความรู้สึกต้อยต่ำ ไร้ค่าจะเข้าครอบงำจิตใจเธอทันที นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความรักที่เอาตัวตนไปยึดติดกับอีกฝ่ายจนสูญเสียความเป็นตัวเองและปล่อยให้อีกฝ่ายมีอิทธิพลเหนือจิตใจและความรู้สึกของตนมากเกินไป ส่วนผีนางนากนั้นก็มีจิตใจที่ต้องการครอบครองนายมาร์คเพียงผู้เดียวอยู่แล้วก็ได้แสดงความรักที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวของเธอโดยการตัดสายเบรกรถยนต์ของมาร์คซึ่งเป็นเหตุให้จีน่าเสียชีวิตลง

เมื่อเรื่องราวทั้งหมดดำเนินมาจนถึงบทอวสาน จีน่าและนางนากก็ต้องยอมรับชะตากรรมของตนโดยกลับไปในที่ๆตนสมควรอยู่ ส่วนมาร์คก็เริ่มชีวิตใหม่กับผู้หญิงคนใหม่ตามลักษณะคนที่ใช้หัวใจเปลืองทว่าเป็นหัวใจที่อัดแน่นไปด้วยกิเลสและความเห็นแก่ตนเองทั้งสิ้น นอกจากนี้เขายังประกาศเจตนารมณ์และความรู้สึกของตนอย่างชัดเจนทีเดียวว่า “ผู้หญิงที่ผู้ชายไม่เอาก็เหมือนของเก่าในพิพิธภัณฑ์ ไม่มีใครครอบครองใครได้หรอก” ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นประโยคจากปากของคนเห็นแก่ตนเองอย่างมาร์คแต่ก็มีส่วนถูกตรงที่ว่า “ไม่มีใครครอบครองใครได้หรอก” เพราะมันทำให้ฉันยิ่งหวนคิดถึงคำพูดของป้ายิ่งลักษณ์ ตัวละครหมอผีกำมะลอที่ได้ยกปรัชญาความรักของคาลิล ยิบราน มากล่าวไว้อย่างมีความหมายว่า“ความรัก ไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง และไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง ความรักไม่ครอบครอง และไม่ยอมถูกครอบครอง เพราะความรักนั้น พอเพียงสำหรับตอบความรัก”

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s