คนบ้ากับสุดสาคร – “บทเรียนจากโลกลวง”

คนบ้ากับสุดสาคร

“บทเรียนจากโลกลวง”

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์      มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด   ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

 

บทกลอนข้างต้นนี้เหล่านกแก้ว นกขุนทองอย่างเราๆคงเคยท่องกันจนชินตั้งแต่สมัยประถมจนถึงมัธยม เรียกว่าท่องตามๆกันมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อที่เวลาครูถามประวัติพร้อมความหมายของบทกลอนนี้ เราจะได้ตอบอย่างพร้อมเพรียง เสียงชัดว่าบทกลอนนี้มาจากวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี  ซึ่งเป็นวรรณคดีชิ้นเอกของสุนทรภู่  กลอนบทนี้ปรากฏขึ้นในตอนที่ฤๅษีได้สั่งสอนสุดสาครหลังจากที่ถูกชีเปลือยผลักตกเหวและขโมยม้านิลมังกรพร้อมทั้งไม้เท้าวิเศษไปว่า ไม่ควรไว้ใจมนุษย์ เพราะจิตใจมนุษย์นั้นยากที่จะหยั่งรู้ได้  น้อยคนนักที่จะไม่รู้ความหมายของบทกลอนนี้ แต่ก็น้อยคนอีกเหมือนกันที่หยิบยกกลอนบนนี้ไปสอนใจตนและใช้เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ ที่ร้ายที่สุดคือการปล่อยให้เด็กรุ่นหลังท่องตามๆกันไปแต่ไม่จำเพราะดันมีความคิดที่ว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา” แต่เห็นทีว่าถึงจะรู้จนฉลาดท่วมหัว ก็เอาตัวรอดไม่ได้

ละครเวทีเรื่อง “คนบ้ากับสุดสาคร” เป็นละครเวทีที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งเพราะทำให้คนที่มั่นใจในความรู้ความสามารถของตัวเองตกม้าตายได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะความฉลาดที่ไร้ความเฉลียว และความเชื่อมั่นไว้ใจผู้อื่นมากจนเกินไป   สนธยา สุชฎา  ผู้กำกับการแสดงและผู้เขียนบทได้นำวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณีมาดัดแปลงให้มีความร่วมสมัย เข้ากับสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมอบบทเรียนชิ้นสำคัญให้แก่ผู้ชมชนิดจำไปจนวันตาย ฉันจำได้ว่าก่อนเริ่มการแสดงมีคนจากมูลนิธิช่วยเด็กยากไร้มาขอรับเงินบริจาคจากผู้ใจบุญ คนไทยอย่างเราๆก็ได้เวลาทำบุญพร้อมกับมอบน้ำใจสู่สังคม เรียกได้ว่าสุขใจที่ผู้ให้และอิ่มใจที่ผู้รับ ผู้คนมากมายหยิบยื่นใบกระดาษสีเขียว สีแดงใส่ลงไปในกล่องด้วยใจเปี่ยมสุข พร้อมกับวาดหวังว่าเงินนี้จะช่วยเติมเต็มความสุขของเด็กๆ ฉันมองดูด้วยความภูมิใจในความใจบุญของคนร่วมสังคม  หลังจากเราทำบุญจนอิ่มเอมใจ ก็ถึงเวลาชมการแสดง ตัวละครแรกที่โผล่ขึ้นมาทำหน้าตาน่าสงสารเข้ามาของเงินผู้ชมเป็นค่ารถกลับบ้าน แน่นอนว่าคนไทยใจดีอย่างเราก็ให้เงินไปอีกคนละหลายบาท คนแรกลาเวทีไป คนที่สองย่างเท้าเข้ามาขอเงิน พวกเราเริ่มหัวเราะเพราะมุกซ้ำ  เล่นมุกเดิมจนคนดูจับทางได้แล้ว แต่ก็ยังมีคนให้เงินอีก ถึงจะไม่มากเท่าคนแรก  ต่อมาก็มีชายใบ้ออกมาขยับปากร้องเพลงและเต้นตามเสียงเพลงในวิทยุพร้อมป้ายอันเบ้อเริ่มที่มีตัวอักษรว่า “ผมเป็นใบ้มาร้องเพลงหาเงิน เลี้ยงแม่เลี้ยงน้อง” มีคนให้เงินกับชายใบ้อยู่เหมือนกันเพราะเขาตามไปยกมือไหว้คนอื่นๆ ใครเห็นเข้าก็ย่อมสงสาร อย่าลืมว่าสังคมไทยเป็น  “สังคมเวทนานิยม” ซึ่งเห็นได้ชัดทีเดียวเวลาที่เราพบคนแก่ คนพิการหรือเด็กน้อยด้อยโอกาสนั่งขอทานอยู่ตามสะพานลอย เราก็อดที่จะเห็นใจและยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้ เรียกได้ว่าคนไทยเปราะบางกับเรื่องทำนองนี้มาก เพราะสังคมไทยยืนอยู่บนฐานของความสงสารและความเวทนา ดังนั้นเราจะต่างจากประเทศอื่นๆที่เป็น “สังคมสิทธินิยม” ดังเช่นประเทศอเมริกาที่คนพิการหรือคนจรจัดจะมีการดูแลโดยสวัสดิการสังคมและมีการคุ้มครองทางกฎหมาย ถนนหนทางจะมีพื้นที่สำหรับคนพิการ ดังนั้นคนพิการในสังคมอเมริกาจึงมีสิทธิเทียบเท่าคนที่มีร่างกายครบ32 ในฐานะมนุษย์ แต่ในประเทศไทย เราจะมัวแต่สงสารและหยิบยื่นเงินให้โดยที่เงินบริจาคของเรากลายเป็นทุนที่สนับสนุนให้เกิดการทารุณกรรมเด็ก คนพิการรวมถึงผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ ทั้งยังสนับสนุนธุรกิจค้ามนุษย์ซึ่งใช้ประโยชน์จากความสงสารจนกลายเป็นปัญหาไม่รู้จบในสังคมปัจจุบัน

ละครเรื่องพระอภัยมณีของคนทั้งสามดำเนินไปเรื่อยโดยที่มีการผลัดเปลี่ยนบทบาทการแสดงกัน โดยมีชายที่ชื่อ “กบ” ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคอยกำกับการแสดงเดิมๆที่เรารู้จักกันดีให้มีรสชาติมากขึ้นซึ่งสามารถสรุปเป็นตอนๆตั้งแต่แรกเริ่มที่พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณเรียนวิชา จนถึงตอนนางผีเสื้อลักพระอภัยมณีโดยแปลงกายเป็นหญิงสาวชาวมนุษย์ที่สวยงาม แต่เมื่อพระอภัยมณีรู้ความจริงก็หนี  นางผีเสื้อสมุทรไปและได้เมียเป็นนางเงือก จนกระทั่งถึงตอนกำเนิดสุดสาครที่นางเงือกได้ให้กำเนิดบุตรนามว่า สุดสาคร ซึ่งเป็นเด็กที่ทั้งฉลาดและแข็งแรงจนสามารถจับม้านิลมังกรได้ ทั้งยังมีผู้ประสิทธิประสาทวิชาที่ดีเช่น พระฤๅษีที่สอนวิชาให้แล้วเล่าเรื่องพระอภัยมณีซึ่งเป็นพ่อของตนให้ฟัง สุดสาครจึงคิดจะออกเดินทางตามหาพระอภัยมณี แต่ก่อนที่สุดสาครจะออกเดินทางตามหาพ่อของตนนั้น สุดสาครต้องลาแม่ที่เป็นนางเงือกเสียก่อน ในตอนนี้เองที่คนจากมูลนิธิเดินเข้ามาในฉากและกลายเป็นตัวละครหนึ่ง ฉันยอมรับว่าค่อนข้างตกใจและรู้สึกเหมือนถูกหลอก ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับตัวละครชายสองคนแรกที่เดินออกมาขอรับเงินบริจาคจากผู้ชมได้สร้างภาพล้อเลียนตัวละครชายจากมูลนิธิ อย่างไรก็ตามฉันก็ยังไม่ติดใจอะไรมากนัก ฉันยังคงนั่งดูการแสดงเหล่านี้ด้วยรอยยิ้มที่แช่มชื่นเหมือนเคย การแสดงที่ทั้งสนุก ตลกและเรียกเสียงหัวเราะแก่ผู้ชมดำเนินต่อไปเรื่อยบนเวทีแคบๆแต่เต็มไปด้วยพลังและการสร้างสรรค์ ผู้แสดงใช้อุปกรณ์ไม่กี่ชิ้นมาปรับเปลี่ยนและใช้ประกอบการแสดงซึ่งสร้างความขบขันให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก  ในตอนสุดสาครตามหาพ่อ ตัวละครเริ่มแยกความจริงกับความลวงไม่ออก ส่วน “กบ” ตัวตั้งตัวตีในการแสดงละครนี้ เขาเล่นได้แทบทุกบทบาท แต่บทที่ไม่ยอมเล่นกลับเป็นบทสุดสาครโดยให้เหตุผลว่า  “สุดสาครมันโง่ พ่อมันทิ้ง ยังตามหาอีก” เราจะเห็นปมของตัวละครแต่ละตัวที่สะท้อนปัญหาสังคมออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา เมื่อถึงฉากสุดท้ายที่ชีเปลือยต้องผลักสุดสาครลงไปที่หุบเหวนั้น กบยังหลอกตัวละครชายจากมูลนิธิให้ฝากโทรศัพท์มือถือไว้ที่เขาก่อนที่จะผลักลงมาจากบันได โดยบอกว่าการกระทำของตนนั้นเป็นการเล่นไปตามบทบาทและสุดท้ายก็ได้ขโมยกล่องเงินรับบริจาคไป ชายที่มูลนิธิทำท่าตกใจมากและหลอกให้เจ้าใบ้ไปตามหากบ ส่วนตนเองขโมยวิทยุหนีไปเช่นกัน เมื่อเจ้าใบ้กลับมาก็ไม่เห็นสิ่งใดเหลืออยู่เลย ทิ้งให้เราซึ่งเป็นผู้ชมรู้สึกโศกเศร้า ทดท้อใจแทนตัวละครและคิดว่า เจ้าใบ้นี่แหละคือคนที่น่าสงสารที่สุด ใสซื่อบริสุทธิ์เสียจนเผลอไปไว้ใจคนพวกนั้นทั้งที่ไม่น่าไว้ใจมาตั้งแต่แรกแล้ว ยิ่งเจ้าใบ้เขียนบนกระดาษว่า “ช่วยผมด้วยครับ” ยิ่งทำให้พวกเราพร้อมกันเทใจให้ตัวละครนี้อย่างง่ายดาย แต่ในที่สุดเรื่องราวก็หักมุมอย่างไม่น่าเชื่อ เจ้าใบ้ตัวละครที่เราคิดไม่ถึงนี่แหละกลายเป็นตัวการใหญ่ในการสั่งการลูกน้องทั้งสามให้เล่นละครตบตาผู้ชมจนโกยเงินไปได้มากมาย ส่วนตัวละครที่ชื่อกบ ก็เป็นเพียงลูกน้องคนหนึ่งที่เล่นตามบทบาทที่จัดไว้เท่านั้นแถมยังดูเป็นลูกกตัญญูที่รักพ่อมาก เพราะถึงกับลางานเจ้าใบ้ไปเยี่ยมพ่อ   ส่วนชายจากมูลนิธิก็เป็นเพื่อนร่วมขบวนการเดียวกัน เขาไม่ได้นำเงินไปช่วยเด็กยากไร้ แต่นำเงินไปเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนกับพรรคพวก นี่คือสิ่งที่เราพบเห็นในชีวิตจริงมาแล้วทั้งนั้น แต่ในละครเวทีเรื่องนี้   ฉันไม่ได้คาดคิดหรือเตรียมใจมาก่อนเพราะความไว้ใจในตัวนักแสดงและเพลิดไปกับบทบาทนั้นๆ ก็ใครจะไปคาดคิดเล่าว่าความไว้ใจจะกลับมาทรยศและหักหลังได้เจ็บปวดถึงเพียงนี้ ในชีวิตนี้เห็นอะไรเกี่ยวกับการหลอกลวงมาก็เยอะ แต่ไม่มีครั้งไหนที่การหลอกลวงมันซ้ำซ้อนและเจ็บแสบเท่าครั้งนี้เลย นี่แหละคือความชั่วร้ายของมนุษย์ที่รู้หน้า แต่ไม่เคยรู้ใจ

มีคนถามว่าหลังจากที่ฉันดูละครเวทีเรื่องนี้จบแล้วฉันรู้สึกอย่างไร คำตอบคือ ฉันรู้สึกว่าตนเองโง่งมอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็ได้บทเรียนชิ้นงามที่แสนแพงและได้แต่หวังว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้ฉันฉลาดขึ้นบ้าง ในตอนแรกฉันคิดว่าละครเวทีเรื่องนี้จะจบลงโดยให้เจ้าใบ้ตกเป็น “เหยื่อ” เพื่อที่พวกเราจะได้เห็นภาพสอนใจ แต่การณ์กลับเป็นผู้ชมอย่างเราๆนี่แหละที่กลายเป็น “เหยื่อ” ก็ประสบการณ์ของคนอื่นไหนเลยจะชัดและตรึงใจเท่ากับประสบการณ์ของตน  เมื่อเสียงเพลง “รู้ว่าเขาหลอก” ดังขึ้น ครั้งหนึ่งเราเคยนึกหัวเราะเยาะความโง่เง่า ไร้แก่นสารของตัวละคร แต่บัดนี้เสียงหัวเราะสุดท้ายของผู้ชมจบลงแล้ว เราไม่ได้หัวเราะเยาะตัวละครอีกต่อไป แต่เราหัวเราะเยาะตนเองด้วยความสมเพช และตลอดเวลาบุคคลทั้งสี่นั้นก็หัวเราะเรามาโดยตลอด ใครกันคือผู้ที่สมควรจะหัวเราะอย่างแท้จริง นี่กระมังคือบทเรียนจากโลกลวง   กลอนบทเดิมจากเรื่องพระอภัยมณีไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยมันก็ตอกย้ำใจฉันได้รุนแรงกว่าที่ผ่านมา

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์      มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด   ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s