Siratawan42

โลกของคนรักตัวอักษรและต้องมนต์น้ำหมึก *


Leave a comment

วิเคราะห์สัญญะจากภาพยนตร์เรื่อง แด่ความรักด้วยความเจ็บปวด (Snakes and Earring) *

วิเคราะห์สัญญะจากภาพยนตร์เรื่อง แด่ความรักด้วยความเจ็บปวด

(Snakes and Earring)

 Snakes-and-Earrings-2008-J-Movie

               โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

ภาพยนตร์เรื่อง Snakes and Earrings หรือในชื่อภาษาไทยว่า “แด่ความรักด้วยความเจ็บปวด” แปรรูปมาจากนิยายของฮิโตมิ คาเนะฮาระ นักเขียนสาวที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมอะคุตางาวะ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นฝีมือการกำกับของ ยูกิโอะ นินางาวะ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคนทั้งสามที่ผูกพันกันเพราะหลงใหลความเจ็บปวดเช่นเดียวกันโดยมีตัวละครหลักชื่อว่า “รุอิ” ซึ่งเป็นเด็กสาวที่ใช้ชีวิตไปวันๆอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งเธอพบกับ “อามะ” หนุ่มพังค์ร็อก หัวแดง ที่เจาะหมุดตามใบหน้าและมีรอยสักพร้อยเต็มร่าง อามะเข้ามาทักรุอิว่า  และนั่นคือคำถามแรกที่พวกเขาทำความรู้จักกันก่อนที่จะจบค่ำคืนนั้นด้วยความสัมพันธ์ทางกายระหว่างทั้งสองคน

a30f071f

หลังจากวันนั้นทั้งคู่อยู่กินด้วยกัน อามะพารุอิไปหา “ชิบะ” เจ้าของร้านสักและเจาะร่างกาย เพื่อเจาะลิ้น ชิบะมองรุอิอย่างสนใจ เขาแอบบอกเธอว่าเขาเป็นพวกซาดิสม์ แต่รุอิเองก็บอกว่าเธอรับไหว เพราะเธอเองก็เป็นมาโซคิสม์เช่นกัน ชิบะให้เบอร์โทรศัพท์แก่รุอิและย้ำว่าเธอสามารถโทรมาหาเขาเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น  คืนหนึ่งหลังจากกลับจากร้านเหล้า อามะพลั้งมือทำร้ายนักเลงที่เข้ามาเกาะแกะรุอิจนได้รับบาดเจ็บปางตายและยังเลาะฟันของชายคนนั้นออกมาเพื่อเป็นเครื่องยืนยันความรักที่เขามีต่อรุอิอีกด้วย หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว ทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างราบรื่นโดยไม่มีทีท่าว่าจะสนใจเรื่องราวที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามรุอิก็มีแอบมีความสัมพันธ์ลับๆ กับชิบะ โดยที่อามะมิได้ล่วงรู้

Snakes-and-Earrings_9

เหตุการณ์ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนกระทั่ง รุอิทราบว่าตำรวจกำลังตามหาอามะอยู่จากข่าวในทีวี เนื่องจากชายที่อามะทำร้ายได้เสียชีวิตลง  ข่าวในทีวีได้บรรยายรูปพรรณสัณฐานและแสดงภาพของอามะ ด้วยความกลัวและกังวลใจรุอิจึงรีบปิดทีวีและวิ่งไปร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อยาย้อมผมมาเปลี่ยนสีผมให้อามะ และยังบังคับให้อามะใส่เสื้อแขนยาวเพื่อปกปิดตัวตนโดยที่ตัวอามะเองไม่รู้เรื่องอะไร เขาคิดแต่เพียงว่า เธอต้องการเปลี่ยนโฉมให้เขาดูดีขึ้น

snakes-and-earrings-photo-08

ระหว่างนั้นความสัมพันธ์ของรุอิกับชิบะก็ยิ่งล้ำลึกและทวีความเข้มข้นขึ้น รุอิไปที่ร้านของชิบะเพื่อสักร่างกายและมักจะลงเอยด้วยเซ็กส์แบบซาดิสม์เสมอ หลังจากที่รุอิสักลายมังกรและกิเลนที่หลังของเธอได้สำเร็จ เธอก็เริ่มสูญเสียเป้าหมายในการดำเนินชีวิต   เธอกลับไปดำเนินชีวิตแบบกินเหล้าแทนข้าว และพยายามยัดตุ้มลิ้นที่ใหญ่ขึ้นเพื่อทำ Split Tongue แม้จะแลกด้วยความเจ็บปวดมากเท่าใดก็ตาม เธอเพิกเฉยต่ออามะ บางทีก็ระเบิดอารมณ์ใส่เขา เธอใช้ชีวิตเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งอามะหายตัวไป เธอตามหาเขาและจะไปแจ้งคนหายที่สถานีตำรวจแต่รุอิไม่รู้แม้กระทั่งชื่อจริงของอามะ ทั้งคู่อยู่ร่วมกันโดยที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อจริง อายุ หรือภูมิหลังของแต่ละคนเลย รุอิจึงหันหน้าไปพึ่งชิบะ และในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็เจออามะในร่างไร้วิญญาณตามร่างกายมีรอยถูกจี้ด้วยบุหรี่ ถูกข่มขืน และมีธูปปักอยู่ที่อวัยวะเพศ นับว่าเป็นการฆ่าที่โหดเหี้ยมมาก รุอิจมอยู่กับความเศร้าเสียใจ และเธอก็รู้ว่าชิบะคือผู้ที่ฆ่าอามะ เขาเป็นผู้ที่นิยมความรุนแรงและสามารถมีเซ็กส์ได้ทั้งหญิงและชาย (Bisexual) อย่างไรก็ตามเธอพยายามปกป้องชิบะจากตำรวจ เพราะเธอเหลือเพียงแค่เขาคนเดียว เธอเปลี่ยนกลิ่นธูปที่เขาใช้เป็นกลิ่นอื่น บอกให้เขาไว้ผมยาว และเธอก็บอกเขาให้เติม “ดวงตา” แก่รอยสักรูปมังกรและกิเลนที่หลังของเธอให้เสร็จบริบูรณ์ ทั้งที่ตอนแรกเธอไม่ยอมให้เขาสักดวงตาลงไปเพราะกลัวว่ามังกรและกิเลนจะหนีหายไป ตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ภาพหญิงสาวที่เดินเพียงลำพัง ดวงตาเต็มไปด้วยความเลื่อนลอยและปวดร้าว เธอทรุดลงนั่งอย่างสิ้นหวังที่ถนนนั่นเอง

จากเรื่องย่อจะเห็นภาพรวมและเหตุการณ์คร่าวๆ ของภาพยนตร์ซึ่งผู้เขียนจะนำมาวิเคราะห์ในเชิงสัญญะโดยยกเอาประเด็นหลักๆ หรือภาพที่สื่อความหมายชัดเจนดังต่อไปนี้ เริ่มจากชื่อภาพยนตร์คำว่า Snakes and Earrings เป็นคำที่ใช้แสดงเพศ กล่าวคือ งูเป็นตัวแทนเพศชายและต่างหูเป็นตัวแทนเพศหญิง เรื่องทั้งหมดเล่าจากมุมมองของรุอิซึ่งเป็นมุมมองแบบจำกัด และบางครั้งเราจะได้ยินเสียงรุอิบรรยายเรื่องราวรวมถึงความรู้สึกออกมาโดยที่เราไม่เห็นตัวเธอ (off scene) ยกตัวอย่างเช่น ฉากที่เธอชนเด็กแล้วมองไปรอบๆ ตัวเห็นแต่ภาพครอบครัวที่มีความสุข เด็กที่มีพ่อแม่จูงมือเดิน โอบกอด หรือให้ขี่คอ ซึ่งเธอบรรยายภาพที่เธอเห็นว่า “ไม่อยากอยู่บนโลกนี้ อยากฝังตัวอยู่บนโลกอันมืดมิด”  จากภาพที่เราเห็นประกอบกับคำพูดของรุอิทำให้เราทราบภูมิหลังของตัวละครเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือเราได้สัมผัสความรู้สึกเกรี้ยวกราด ความไม่พอใจที่มีความเศร้าแฝงอยู่ซึ่งเธออาจจะเคยมีชีวิตวัยเด็กที่ไม่ดี ไม่มีใครรักหรือคอยใส่ใจ        มีปัญหาครอบครัว เธอจึงรู้สึกทนไม่ได้กับภาพที่เห็น หรือแม้แต่ฉากในร้านเนื้อย่างเธอมองอามะซึ่งเธอเปลี่ยนสีผมให้เขาเสร็จแล้ว เธอบรรยายว่า เรียบร้อยดี เขาหัวเราะและมีความสุข ผมเขาไม่ใช่สีแดงแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วงอีก เรียบร้อยดี  ซึ่งประโยคนี้อธิบายได้ว่ารุอิต้องการย้ำเตือนตัวเองว่าเธอสามารถควบคุมทุกอย่างได้ ไม่ต้องวิตกกังวลอะไรอีก เพราะทุกอย่างเรียบร้อยดี ในฉากเปิดเรื่องมีการแพนกล้อง ทำให้ผู้ชมกวาดสายตาช้าๆ ไปที่ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมือง ภาพเหล่านี้มีทั้งภาพปากผู้หญิงที่ถูกเคลือบไว้ด้วยลิปสติกสีแดง เมื่อยิ้มก็เห็นเหล็กดัดฟัน ภาพดวงตา ภาพที่แสดงให้เห็นอวัยวะภายในของมนุษย์ ภาพนักกล้ามที่กำลังเบ่งกล้ามโชว์  ภาพหญิงสาวที่แต่งหน้าสวยงาม ซึ่งภาพทั้งหมดนอกจากจะให้รายละเอียดว่าเรื่องราวต่างๆ ดำเนินอยู่ในเมืองใหญ่ย่านชิบูย่าซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นตึก109 ยังสื่อให้เห็นเจตนารมณ์ของภาพยนตร์ว่าเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับเปลี่ยนร่างกายเพราะการแต่งหน้า ดัดฟัน ผ่าตัด การศัลยกรรม หรือเพาะกล้ามเนื้อก็ล้วนแต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปร่าง หน้าตาจากเดิมทั้งสิ้น เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ มีเพียงตัวภาพเท่านั้นที่สื่อให้เราเข้าใจซึ่งเราจะเห็นว่าชายชุดเขียวพยายามชักชวนผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นตัวละครเอกของเรื่องเข้าไปในคลับ

snakesand_f7o4gnwwed101619

ในคลับนั้นมืดมิด ผู้คนเต้นกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยง แต่หญิงสาวไร้ชื่อคนนี้ไม่ได้สนใจใครเลย การที่เธอใส่หูฟังเพลงแสดงถึงการหลีกหนีจากความจริง ความแปลกแยก การตัดขาดจากโลกภายนอกและความโดดเดี่ยวของเธอ เพราะ หูฟังเพลงทำหน้าที่เป็นตัวปิดกั้นระหว่างเธอกับสังคม เธอมองไปยังผู้คนที่เต้นรำกันและเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ดูแตกต่างจากคนอื่น เขาทำผมทรงโมฮอว์คสีแดง เจาะหมุดตามใบหน้า ร่างกายมีรอยสักลายมังกร เขากำลังเต้นด้วยท่าทางที่ไม่เหมือนใคร ดูโดดเด่นแบบประหลาดๆ จนเธออดที่จะจ้องมองเขาไม่ได้ เธอจ้องจนกระทั่งเขารู้ตัวและเดินตรงมาหาเธอและพูดด้วย แต่เธอไม่ได้ยินเพราะหูฟังทำหน้าที่เป็น “ตัวปิดกั้น” อยู่ จนกระทั่งในที่สุดเธอถอดหูฟังออก เสียงดนตรีในคลับดังเข้ามาซึ่งถือว่าเป็นการออกจากโลกส่วนตัวของตนเองมาสู่ชีวิตจริง และตอนนี้เองที่เธอได้ยินเขาพูดว่า “รู้จัก Split tongue  ไหม” จากนั้นเขาก็แลบลิ้นที่ผ่าแยกเป็นสองแฉกเหมือนงูให้ดู เมื่อเขาเห็นว่าเธอสนใจก็ถามต่อไปว่า “เธออยากลองทำ body modifies ไหมละ” ซึ่งเธอได้พยักหน้าแทนคำตอบ จากตรงนี้จะเห็นว่าตัวละครเอกเป็นตัวละครที่ไร้จุดหมายในการดำเนินชีวิต และไม่เห็นสิ่งใดในชีวิตที่มีค่ามากพอให้สนใจ หน้าเธอดูเย็นชา เฉยเมย เราจะเห็นว่าเธอแยกตัวออกมาจากสังคม และไม่ได้สนใจคนอื่นมากนัก เมื่อเธอมาเจอตัวละครอีกตัวที่นำความตื่นเต้นและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาให้เธอ เธอจึงตอบตกลงทันที และตั้งแต่วินาทีนั้น ผู้ชายคนนี้รวมถึงการปรับเปลี่ยนร่างกายให้ต่างไปจากเดิมกลายเป็นจุดหมายในการดำรงอยู่ของเธอ

snakes_and_earrings_1

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อผู้ชายคนนี้ตายไปแล้ว เธอยังไปหยิบฟันที่เขาเลาะออกมาจากปากของนักเลงซึ่งเขาบอกว่าเป็นเครื่องยืนยันความรักของเขามาบดและกินเข้าไป เหตุที่เธอทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้ความรักของอามะอยู่ในตัวเธอเพราะอามะเป็นส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเธอ รุอิเข้าไปพัวพันกับการเจาะและสักร่างกายหรือการเปลี่ยนรูปของอวัยวะ โดยเริ่มจากการเจาะลิ้นเพื่อตั้งใจจะขยายตุ้มใส่ไปเรื่อยๆจนกระทั่งเอาลวดมามัดแล้วกรีดให้ลิ้นขาดเป็นสองซีกเหมือนงู ตรงนี้จะเห็นว่าเธอเริ่มหลงใหลและเสพติดความเจ็บปวดแล้ว รุอิต้องการสักลายมังกรและกิเลนไว้ด้วยกันซึ่งสัตว์ทั้งสองชนิดเป็นสัตว์ของเทพเจ้าหรือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ (อามะและชิบะเองก็คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าและเจ้าของชีวิตตนเองที่เปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเองอย่างไรก็ได้ อามะยังมีคำว่าZeus ซึ่งแปลว่ามหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ต่อท้ายชื่อที่เขาตั้งขึ้นมาเอง) เพราะฉะนั้นการสักร่างกายหรือการเปลี่ยนแปลงร่างกายจึงเหมือนกับการบอกว่าตนเองเป็นอิสระต่อสิ่งทั้งปวง ชีวิตนี้ตนเป็นเจ้าของ มีสิทธิที่จะชี้ขาดหรือกระทำใดๆ กับร่างกายตนก็ได้ นอกจากนี้เหตุที่รุอิต้องการสักลายมังกรและกิเลนก็เพราะพวกมันเป็นตัวแทนของ “อามะ” และ “ชิบะ” ซึ่งเป็นผู้ชายเพียงสองคนที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเธอ จนเธอถือว่าพวกเขาทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและร่างกายเธอไปแล้ว และเหตุที่เธอไม่ใส่ตาให้มังกรและกิเลนเนื่องจากกลัวมันจะหนีไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า รุอิกลัวความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง กลัวว่าความสุขที่เธอมีกับผู้ชายทั้งสองจะสูญสลายไป ผู้ชายสองคนนี้จะหนีหายไปจากชีวิตของเธอหรือทิ้งเธอไป แต่สุดท้ายเมื่ออามะตาย และเธอรู้ว่าชิบะเป็นคนฆ่าอามะซึ่งตำรวจจะต้องตามจับเขาได้แน่นอน เธอจึงเลือกที่จะเติมตาให้มังกรและกิเลนเพราะตระหนักถึงความจริงที่ว่าเธอเสียคนสองคนไปแล้ว และไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครได้  ไม่มีใครสามารถครอบครองชีวิตคนอื่นได้ทั้งหมด เธอจึงก็กลับไปใช้ชีวิตที่ว่างเปล่าและสิ้นหวังอีกครั้ง ซึ่งในฉากปิดเรื่องเราจะเห็นภาพแพนกวาดสายตาไปรอบๆ ย้อนกลับมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไร้ซึ่งสีสันใดๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นสถานที่เดิมๆ แต่ป้ายโฆษณาเดิมกลับหายไป รุอิปรากฏขึ้นตรงกลางเฟรมภาพซึ่งสื่อถึงความโดดเดี่ยวซึ่งเราจะเห็นในฉากสุดท้ายที่เธอสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่เป้าหมายในการดำรงอยู่ เธอทรุดตัวลงกลางถนนซึ่งแสดงความตกต่ำและความสิ้นหวังของเธอที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา

 แผนผัง

แผนผังแสดงตัวกระทำ (Actantial model)

มุมกล้องชนิดอื่นที่ปรากฏในภาพยนตร์แล้วสื่อความหมายเช่น ภาพถ่ายข้ามไหล่ (over-the shoulder shot) ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลของตัวละครหนึ่งที่มีเหนือตัวละครอีกตัวหนึ่งซึ่งมักปรากฏในฉากระหว่างรุอิกับชิบะซึ่งหมายความว่าชิบะมีอิทธิพลเหนือรุอิ  ภาพทูชอต (two shot) คือภาพที่บอกว่า ตัวละครสองตัวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันแค่ไหน เช่นใช้แสดงภาพรุอิกับอามะที่เป็นคู่รักกัน ภาพทรีชอต (three shot) คือภาพที่กล่าวถึงตัวละครทั้งสามซึ่งในบางครั้งจะแสดงความเป็นส่วนเกิน ความไม่พอดี หรือขาดสมดุลอีกด้วย และภาพโคลสอัพ (Closeup: CU) ของชิบะ ที่ตัวละครหันมาทางกล้อง ไม่ได้สร้างความเป็นกันเอง ความใกล้ชิดหรือความผูกพันกับผู้ชมเลย แต่กลับสร้างความรู้สึกหวาดหวั่นที่ถูกคุกคามจากสายตาและรอยยิ้มเย็นยะเยือกโดยที่ไม่รู้ว่าตัวละครกำลังคิดอะไรอยู่ มีอยู่ฉากหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ฉากที่อามะโดดงานมาหารุอิที่ร้านสักของชิบะ  อามะหันหน้าเข้ามาหารุอิเต็มที่ สื่อถึงความจริงใจและเปิดเผยขณะที่รุอิซึ่งนั่งตรงกลางระหว่างผู้ชายทั้งสองโดยหันข้างให้ทั้งคู่ การหันข้างของตัวละครสื่อถึงความห่างเหิน ความไม่แน่ใจ พิรุธและการปิดบังซ่อนเร้น ส่วนชิบะที่นั่งหันหลังให้คนทั้งสองก็สื่อถึงการปิดบัง ซ่อนเร้นและความมีพิรุธเช่นเดียวกัน ลักษณะที่คล้ายกันปรากฏอีกครั้งในฉากที่อามะนั่งอยู่บนเตียง ขณะที่รุอินั่งอยู่บนพื้น ถึงแม้ทั้งคู่จะอยู่ในห้องเดียวกัน แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่คนละโลกเนื่องจากการเว้นระยะห่างของตัวละครที่แสดงความห่างเหินและความสัมพันธ์ที่แตกสลาย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าตัวละครนั้นหมกมุ่นอยู่กับปัญหาของตัวเองอีกด้วย  ภาพยนตร์เรื่องนี้มักคุมโทนด้วยสีที่เป็นกลาง(neutral color) คือ สีดำและสีขาว ซึ่งสีขาวนั้นหากพิจารณาในความหมายด้านดี หมายถึง ความบริสุทธิ์ ความสะอาด แต่ในที่นี้หมายถึง ความว่างเปล่า สภาพที่ไร้ความรู้สึก นอกจากนี้สีขาวยังเป็นสีที่ไม่มีสีอื่นมาเติมเต็มได้ ถึงแม้จะยืนอยู่ท่ามกลางสีอื่นๆ ก็ตาม ส่วนสีดำให้ความหมายครอบคลุมถึงความหม่นหมอง ความเศร้าโศก ความเจ็บปวดของตัวละคร และยังหมายถึงความตายอีกด้วย  สีขาวและสีดำยังปรากฏบนเสื้อผ้าของตัวละครเพื่อสื่ออารมณ์ ซึ่งอามะและรุอิมักจะใส่เสื้อผ้าสีดำซึ่งขัดแย้งและตัดกับชิบะที่มักจะใส่แต่เสื้อผ้าสีขาว  หากพิจารณาจากปัจจัยโดยรวมแล้ว ถึงแม้อามะจะตายไป แต่รุอิก็ไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับอามะได้ การที่ชิบะและรุอิยืนประจันหน้ากันแต่มีเคาท์เตอร์กั้นสื่อให้เห็นว่า สองคนนี้ไม่มีทางเป็นพวกเดียวกันและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองไม่มีความเป็นไปได้ หรือแม้แต่การที่ทั้งสองหันหลังพิงกำแพงคนละฟากคุยกัน ก็แสดงให้เห็นความคุ้นเคยที่เริ่มจะแปรเปลี่ยนเหลือเพียง “ความเป็นอื่น” ระหว่างกัน นอกจากนี้ฉากที่ชิบะชวนรุอิออกไปกินข้าวข้างนอก แต่รุอิตอบว่าอามะจะกลับมาแล้ว จากนั้นก็ปิดประตูแล้วเดินจากชิบะไป แสดงถึงความต้องการของรุอิที่จะให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างลับๆ ต้องการปิดกั้น ไม่อยากให้ความสัมพันธ์เผยแพร่ออกไปภายนอก สำหรับชิบะอาจจะหมายถึงการสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง  การจัดแสงในเรื่องนี้ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะการจัดแสงค่อนข้างเป็นแสงกระด้าง           (hard lighting) ไม่ใช่แสงนวลแบบให้ความโรแมนติก แต่กลับเป็นแสงที่สื่อถึงความรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น แสงในฉากที่ชิบะและรุอิมีเซ็กส์กัน และการจัดพื้นที่ของภาพก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะรุอิที่อยู่พื้นที่ส่วนล่างของกรอบภาพแสดงสถานะอ่อนแอ ไร้พลัง ซึ่งย้ำลักษณะของผู้ที่มีรสนิยมทางเพศแบบมาโซคิสม์ คือพึงพอใจเมื่อได้รับความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ในขณะที่ภาพของชิบะมักจะปรากฏอยู่ในพื้นที่ส่วนบนของกรอบภาพ แสดงสถานะผู้ที่เหนือกว่า ซึ่งย้ำลักษณะของผู้ที่มีรสนิยมทางเพศแบบซาดิสม์ คือพึงพอใจเมื่อเห็นคนอื่นเจ็บปวด ทุกข์ทรมานจากการกระทำของตน

 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.