Siratawan42

โลกของคนรักตัวอักษรและต้องมนต์น้ำหมึก *


Leave a comment

Journal 14 *

14th Journal

โดย ศิรตะวัน ทหารแกล้ว
Siratawan Thahanklaew

การรายงานที่ผ่านมาในหัวข้อภาษาแสดงความสัมพันธ์ในสังคม (social relationship)ภาษาสื่ออารมณ์ (Emotive expression) และความสนุกสนานในการใช้ภาษา (Language Enjoyment)ฉันก็ได้เก็บเกี่ยวความรู้มากมายทั้งจากการสืบค้นภายในกลุ่มและความรู้ที่ได้รับจากเพื่อน ดังต่อไปนี้ ภาษาแสดงความสัมพันธ์ทางสังคมเช่น ศัพท์ทางเครือญาติ (kinship term) จะกำหนดบทบาทหน้าที่ ความสัมพันธ์ตลอดจนสถานะทางสังคมไว้อย่างชัดเจน เช่นคำว่าพี่กับน้องบ่งบอกว่า ผู้ที่อายุน้อยต้องเชื่อฟังผู้ที่อาวุโสกว่า ต่างจากสังคมอเมริกาที่เน้นความเท่าเทียมจึงมีเพียงคำว่า brother และ sister ที่ไม่ได้แยกระหว่างผู้ที่อายุมากกว่าหรือน้อยกว่าแต่อย่างใด ในเรื่องของภาษาสื่ออารมณ์และความสนุกสนานในการใช้ภาษา “บทอัศจรรย์” ที่กลุ่มของฮัทยกขึ้นมาก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ฉันเข้าใจว่าภาษาสื่ออารมณ์และความสนุกสนานในการใช้ภาษามีความเกี่ยวเนื่องกันโดยบทอัศจรรย์นี้ภาษาจะแตกต่างกันไปตามระดับชั้นเช่น ภาษาในเรื่องขุนช้างขุนแผนจะมีลักษณะง่ายๆ เพราะเป็นเรื่องของชาวบ้าน แต่ในเรื่องลิลิตพระลอ จะใช้ศัพท์สูงกว่า เนื่องจากเนื้อหากล่าวถึงกษัตริย์ กวีเลือกใช้คำที่ให้ความรู้สึกลึกซึ้ง มีการพรรณนาฉากรักได้อย่างไพเราะ สวยงาม ใช้โวหาร สัญลักษณ์เปรียบเทียบอย่างเหมาะสม ไม่ได้ยั่วยุกามารมณ์หรืออนาจารจนบดบังเสน่ห์ของวรรณคดีไทย แต่เต็มไปด้วยความงดงามทางภาษาและสื่อความเป็นนักรักของตัวละครได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การใช้ภาษาในวรรณคดีไทยยังมีเอกลักษณ์อื่นๆ เช่น รสแห่งวรรณคดีทั้งสี่ประเภทได้แก่ เสาวรจนีย์เป็นบทชมโฉมตัวละคร ธรรมชาติและสถานที่ต่างๆ นารีปราโมทย์ คือบทเกี้ยวพาราสี พิโรธวาทัง คือบทที่แสดงอารมณ์โกรธแค้น ต่อว่า สัลปังคพิสัย คือบทที่พรรณนาถึงความโศกเศร้า การสูญเสีย คร่ำครวญ เป็นต้น ส่วนการบรรยายหรือพรรณนาเกินจริงที่เรียกว่า อติพจน์ นั้น กวีมักใช้เพื่อสร้างอารมณ์ที่ลึกซึ้งให้ผู้อ่านเกิดการคล้อยตาม เช่นบทกวีของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ดังนี้ ” วักทะเลเทใส่จาน รับประทานกับข้าวขาว เอื้อมเก็บบางดวงดาว ไว้คลุกข้าวซาวเกลือกินฯ ดูปูหอยเริงระบำ เต้นรำทำเพลงวังเวงสิ้น กิ้งก่ากิ้งกือบิน ไปกินตะวันและจันทร์ฯ”

      สำหรับเนื้อหาในการเรียนครั้งนี้ยังคงความสนุกสนานและทำให้ฉันกระตือรือร้นอย่างเช่นเคย เริ่มต้นชั่วโมงอาจารย์ได้กล่าวถึงหนังสือ The Top Secret” อีกครั้ง และคราวนี้เราก็ได้ทราบว่าเหตุที่เราใช้เทคนิคการตั้งจิตมั่นไม่ได้ผลเป็นเพราะอะไร ก่อนอื่นเราต้องทราบว่าพลังของความคิดแยกออกเป็นสองประการได้แก่ พลังของจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก จิตใต้สำนึกของมนุษย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีผู้สนใจศึกษาจำนวนมากในปัจจุบัน เช่นการสะกดจิต ซิกมันต์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิทยาสมัยใหม่หรือบิดาแห่งวงการจิตวิเคราะห์ก็ให้ความสนใจในการศึกษาจิตของมนุษย์ในระดับจิตใต้สำนึกมากที่สุด นอกจากนั้นสุนทรภู่ กวีเอกของไทย ยังทำงานในช่วงจิตใต้สำนึกหรือ “ภวังค์จิต” และถ่ายทอดผลงานชิ้นเยี่ยมออกมาให้คนรุ่นหลังได้ซาบซึ้งในคุณค่าของวรณกรรม ดังนั้นเราจะเห็นว่าจิตใต้สำนึกมีความสำคัญทีเดียว เมื่อเราตั้งจิตว่าเราต้องการสิ่งใด สิ่งหนึ่งจิตใต้สำนึกไม่สามารถรับรู้คำว่า “อยาก” หรือ “ไม่อยาก” ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของภาษา สิ่งที่จิตใต้สำนึกรู้คือ เรื่องของอารมณ์และความรู้สึก เช่น สนุก มีความสุข การทำงานของจิตใต้สำนึกอาจถูกปิดกั้นถ้าเรามีความกระวนกระวายจนเกินไป เพราะจิตจะไม่นิ่งจะเกิดอารมณ์ฟุ้งซ่านหรืออารมณ์อื่นๆที่จะดูดพลังงานด้านลบเข้ามาในตัว สิงโตที่ล่าเหยื่อเก่ง ไม่ใช่สิงโตที่เก่งที่สุด แต่เป็นสิงโตที่ใจเย็น รู้จักควบคุมอารมณ์ รู้วิธีการล่า ดูเหมือนอยากได้เหยื่อแต่ไม่คิดอยากดังนั้นเราจึงต้องรู้จักใช้พลังของความคิดและการตั้งจิตอย่างถูกต้องจึงจะช่วยให้เราประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ

      ภาษาต่างประเทศและการแปล (Foreign language and translation) ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆในยุคปัจจุบันเนื่องจากการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว โลกที่เปิดกว้างทางภาษาและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้จุดสิ้นสุดเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และแลกเปลี่ยน ถ่ายโอนสิ่งต่างๆซึ่งกันและกัน มีการศึกษาภาษาต่างประเทศกันอย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร นักแปลก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการแปรสารจากต้นทาง(source language) สู่ปลายทาง ( target language)เปรียบเหมือนผู้สร้างสะพานที่นอกจากจะเชื่อมโยงภาษาแล้วยังเชื่อมโยงวัฒนธรรมอีกด้วย ซึ่งสะพานจะแข็งแรงหรือไม่นั้น อยู่ที่ตัวผู้สร้างว่ามีความรู้ คลังปัญญา ประสบการณ์เพียงพอหรือไม่ เพราะการแปลเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ไม่ใช่มีเพียงพจนานุกรมเล่มเดียวแล้วจะถ่ายทอดงานได้อย่างสมบูรณ์ เพราะความยากลำบากในการแปลไม่ใช่เพียงภาษาที่แตกต่าง แต่ต้องรับวัฒนธรรมที่ต่างโดยเฉพาะวัฒนธรรมที่ต่างแบบสุดขั้ว ยกตัวอย่างเช่น ความรู้สึกยินดี (The feeling of joy) แต่ละวัฒนธรรมจะเกิดความรู้สึกยินดีที่อวัยวะต่างกัน วัฒนธรรมยุโรปกับวัฒนธรรมไทย ความรู้สึกยินดีเกิดที่หัวใจจึงไม่มีปัญหาเพราะสามารถเทียบเคียงกันได้ ดังที่ภาษาไทยมักมีคำประเภทบอกอารมณ์โดยให้ค่ากับใจ เช่น ดีใจ ชื่นใจ น้อยใจ เสียใจ สุขใจ ปลื้มใจ แต่ในวัฒนธรรมฮิบรู ความรู้สึกยินดีเกิดขึ้นที่ไต วัฒนธรรมแอฟริกา ความรู้สึกยินดีเกิดที่ตับ และในภาษามายัน ความรู้สึกยินดีเกิดที่ช่องพุง หรือแม้แต่การแปลพระคัมภีร์ไบเบิลจากข้อความดั้งเดิมยังไม่มีการเทียบเคียงที่ให้ค่าเท่ากัน เพราะมีสัญลักษณ์ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและการตีความเยอะ ในบางครั้งเป็นบริบทที่มีอยู่ในวัฒนธรรมหนึ่งๆเท่านั้น เช่นวัฒนธรรมโรมัน หรือ ยิว แกะ(Sheep) เป็นสัญลักษณ์แทนความบริสุทธ์(Pure) ความไร้เดียงสา(Innocence)แต่บางวัฒนธรรมไม่ได้ให้ค่าแกะว่าเป็นตัวแทนของความดี ความบริสุทธ์ แต่อย่างใด แต่กลับเอาแกะไปบูชายัญ นอกจากนี้ ในคัมภีร์ไบเบิลของชาวเอสกิโม ใช้คำว่าSeal of God “ หรือแมวน้ำแทนแกะ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ทางภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ไม่เอื้อให้แกะอาศัยอยู่ในเขตขั้วโลกที่หนาวเหน็บ (Polar region) คนเอสกิโมจึงไม่รู้จักสัตว์ชนิดนี้ จึงนำสิ่งใกล้ตัวที่มีความหมายในวัฒนธรรมของตนและผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ เช่นแมวน้ำมาใช้แทน ดังนั้นการที่จะให้ผู้รับสารรับรสและเรื่องราวที่ถูกต้อง จะไม่แปลแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากหาคำมาเทียบเคียงไม่ได้ต้องอาศัยการถอดเสียงและอธิบายประกอบ นักแปลที่มีความรู้ทางภาษาศาสตร์ (linguistic) จะคงรสชาติ คงอารมณ์ รวมถึงวัฒนธรรมในบทแปลได้อย่างกลมกล่อมและทำการเรียบเรียงบทแปลโครงสร้างทางภาษา สำนวนต่างๆ อีกด้วย

    ปัญหาการแปลเทียบเคียง ( Problem of Translation and Equivalence) เป็นอีกปัญหาของนักแปลเนื่องจากคำหนึ่งคำมีหลายความหมาย ดังนั้นในการแปลจึงต้องวิเคราะห์คำศัพท์ ความหมาย สำนวนภาษาซึ่งอาจรวมถึงคำแสลงต่างๆ ( Idiomatic and Slang Equivalence)ซึ่งแต่ละวัฒนธรรมจะมีการมองที่แตกต่าง การรับรู้ ความเข้าใจ รวมถึงการตีความที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลถึงความเชื่อและพฤติกรรมที่ถ่ายทอดออกมา เช่น สำนวนเปรียบเปรย(metaphor) ในวัฒนธรรมหนึ่งๆ ก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ผู้คนผูกพันกับสิ่งต่างๆ จนนำมาเปรียบเทียบกันและกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำวัฒนธรรม เช่น ในวัฒนธรรมไทย หากเราเอ่ยถึงคนโง่เรามักนึกถึงควายควบคู่มาด้วยเสมอเพราะควายเปรียบเสมือนตัวแทนของความโง่ เรามักได้ยินผู้ใหญ่กล่าวกับเด็กบ่อยๆว่า “หากไม่ตั้งใจเรียนจะให้ไปเลี้ยงควาย” ผิดกับวัฒนธรรมตะวันตกที่เปรียบคนโง่กับลา(donkey) นอกจากนี้ คนไทยมักกล่าวว่า ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ผิดกับสังคมตะวันตกที่กล่าวว่า ง่ายอย่างกับนับเอบีซี (as easy as A.B.C) แม้แต่โฆษณาเป๊ปซี่ก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม เช่น สโลนแกนในภาษาอังกฤษคือ “Things come alive with Pepsi” และ สโลแกนในภาษาเยอรมันคือ “Pepsi can pull you back from your grave” เราจะเห็นว่ามีการแปลเทียบเคียงภาษาโดยให้รสเหมือนกัน ผู้รับสารเข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อว่าเมื่อดื่มเป๊ปซี่จะทำให้มีชีวิตชีวา เป็นต้น นอกจากนี้ในการเทียบเคียงไวยากรณ์ (Grammatical-Syntactical Equivalence) เช่นคำนามนับได้(countable noun) และคำนามนับไม่ได้(uncountable noun) ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง หากผู้แปลไม่รู้หน้าที่ของคำในประโยคก็จะทำให้แปลผิดความได้ความรู้รอบด้านของนักแปล (Experiential-Culural Equivalence) เป็นสิ่งสำคัญในการแปล หากนักแปลขาดประสบการณ์ร่วม( lack of share experiences) จะทำให้แปลความออกมาผิดพลาด โดยประสบการณ์ร่วมนั้น อาจเป็นประเพณีบางประเภทที่รู้จักเฉพาะคนในชาติเท่านั้น เช่นประเทศญี่ปุ่นหากเอ่ยถึง “เทศกาลทานาบาตะ” หากเราไม่ใช่คนญี่ปุ่นเราอาจไม่ทราบว่าเป็นประเพณีใด เราจึงต้องสืบค้นข้อมูล เราจึงจะทราบว่า เทศกาลทานาบาตะเป็นเทศกาลญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นทุกวันที่ 7 กรกฎาคม โดยมีความเชื่อจากนิทานโบราณว่า ในคืนนี้ของทุกๆปีกลุ่มดาวหญิงทอผ้าและชายเลี้ยงวัวซึ่งเป็นคนรักกัน จะได้พบเจอกัน และหากนำกระดาษที่เขียนขอพรไปผูกไว้กับต้นไผ่จะสมปรารถนาตามต้องการ นอกจากนี้เราต้องมีคลังคำศัพท์และหมั่นเพิ่มเติมคำศัพท์ใหม่ๆในสมองอยู่เสมอเพราะจะมีประโยชน์ในการเลือกใช้เมื่อถ่ายทอดงานแปล และเข้าใจในลักษณะเฉพาะของแต่ละวัฒนธรรมเช่น ภาษาเปรูมีลักษณะพิเศษคือ ไม่มีปัจจุบันกาล ( Present Tense) มีเพียงอดีตกาล ( Past Tense) และอนาคตกาล(Future Tense) เท่านั้น เพราะคนเปรูคิดว่าเมื่อรับสารเข้าไปแล้วเท่ากับว่าสารหรือข้อความนั้นได้บรรจุอยู่ในสมองของบุคคลแล้วจึงถือเป็นอดีต เรียกได้ว่าสิ่งที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าสัมผัสได้แล้วล้วนเป็นอดีตไปหมด แต่สิ่งที่ยังสัมผัสไม่ได้ สิ่งที่ตายังมองไม่เห็นเช่นเรื่องของวันข้างหน้า จะเป็นอนาคตจึงใช้รูปประโยคแบบอนาคตกาล(Future Tense)ซึ่งในเรื่องการใช้ไวยากรณ์นี้คนไทยมักมีปัญหาเสมอ แม้แต่ตัวฉันเอง เนื่องจากภาษาไทยเราไม่มีการผันกริยา ไม่มีการผันรูปประโยคแบบในภาษาอังกฤษแต่จะใช้คำบ่งบอกกาลแทน เช่น ใช้คำว่า จะ ในการบ่งบอกอนาคต ใช้คำว่า ได้หรือแล้ว ในการบ่งบอกอดีต เป็นต้น ในเรื่องของการแปลเทียบเคียงแนวคิด(Conceptual Equivalence) แบ่งเป็นสองประการคือ แนวคิดที่เป็นเรื่องเฉพาะทางวัฒนธรรม ( emic or subjective) เช่น วัฒนธรรมอินเดียที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เนื่องจากประเทศอินเดียประกอบด้วยคนหลายกลุ่มและภาษาถิ่นมากมาย แนวคิดที่เป็นเรื่องเฉพาะทางวัฒนธรรมจึงโดดเด่นมาก ยกตัวอย่างเช่น พิธีสตี ที่ผู้หญิงต้องกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามีที่ล่วงลับ เพื่อตามไปรับใช้ในโลกหน้า หากไม่ทำตามจะถูกประณามและถือว่าผิดบาปอย่างร้ายแรง หรือ ประเพณีแต่งงานในวัฒนธรรมอินเดียที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายสู่ขอผู้ชายแต่งงานและเสียเงินค่าสินสอดให้ฝ่ายชาย นอกจากแนวคิดเฉพาะวัฒนธรรมแล้ว ยังมีแนวคิดสากลที่พบเห็นทั่วไป(etic or objective) เช่น ประเพณีการเกิด ปีใหม่ งานศพ เป็นต้น โดยความยากของการแปลคือต้องแปลให้สัมพันธ์กันและความหมายไม่ผิดเพี้ยน อย่างในภาษาสเปนคำว่ารัก ไม่สามารถแทนด้วยคำว่า “love” เพียงคำเดียวได้ เพราะให้ค่าที่ไม่เท่ากัน ในภาษาสเปนใช้คำว่า “te amo” แทนความรักที่บริสุทธิ์ ดูแล ทะนุถนอมซึ่งกันและกัน มักใช้กับความรักแบบพ่อแม่ที่พึงมีต่อลูกและอาจใช้แทนความรักของหนุ่มสาวได้ แต่ “te quiero” แทนความรักที่เต็มไปด้วยเสน่ห์หา(passion) มีเรื่องของกิเลสตัณหา กามารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือมีนัยยะ( connotation) แฝงอยู่ นอกจากนี้คำว่า “เห็นด้วย” ในภาษาสเปนยังแบ่งเป็น 5ระดับ ตามความรู้สึกของผู้พูด อิงบริบทสูง ( High Context Culture) ดังนั้นคำว่าเห็นด้วยจึงไม่สามารถแปลเป็น “ok” ในภาษาอังกฤษได้คำเดียว ต้องดูบริบททางวัฒนธรรมด้วย

     การแปลเลียนแบบจากภาษาหนึ่งมาสู่ภาษาหนึ่งไม่เพียงพอเนื่องจากการแปลเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใช้ศิลปะในการสร้างสรรค์คำ แต่คงรสชาติเดิมของต้นฉบับเอาไว้อย่างครบถ้วน ปัจจุบันเรามักพบงานแปลชั้นดีที่ทั้งแปลและเรียบเรียงถ้อยคำไว้อย่างงดงาม ซึ่งมีประโยชน์และสร้างความสุขใจแก่ผู้อ่าน การที่ผู้แปลจะแปลได้เช่นนี้ต้องมีทักษะรอบด้าน คำนึงถึงบริบท และสภาพแวดล้อมรวมถึงวัฒนธรรมที่ต่างอยู่เสมอ โดยวัฒนธรรมที่อยู่เส้นศูนย์สูตรเดียวกันมักมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ เช่นเม็กซิโกที่มีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมไทย และมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายกัน แม้แต่ละครทีวี (Soap opera) ยังมีลักษณะ รูปแบบ การดำเนินเรื่อง รวมถึงลักษณะตัวละครที่คล้ายคลึงกัน เป็นต้น นอกจากนี้นักแปลต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มผู้รับสาร (Target audience) และรู้จักสังเกตลักษณะ ลีลาของภาษา (Style) น้ำเสียงภาษา (Tone)อ่านข้อความแล้วเดาอารมณ์ได้ว่า เสียดสี ประชด ดุดัน มีความสุข หรือมีความรู้สึกเช่นใด และต้องทราบจุดประสงค์ของผู้พูด ( Purpose of the speaker) ว่าต้องการจะสื่ออะไร มีการสื่อสารผ่านทางอวจนภาษา( Nonverbal communication) โดยใช้กิริยาท่าทาง ( body posture) การวางมือ ( gesture) ตำแหน่งของมือที่ใช้ในการสื่อสารอย่างไร โดยต้องรู้จักเลือกสรรคำบรรยายให้เหมาะสมใกล้เคียงกัน ( movement and other devices) ใช้ภาษาให้เหมาะกับแนวของเรื่องเช่น การเสียดสี อาจเปลี่ยนคำว่า “เดิน” เป็น “เยื้องย่าง หรือ กรีดกราย” เป็นต้น นอกจากนี้นักแปลต้องรู้จักพัฒนาปรับปรุงการแปล ( Improving Translation) ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเคารพความเป็นตัวตนของวัฒนธรรมอื่นยอมรับความเหมือนและความแตกต่าง และควรพิจารณาปัจจัย อื่นๆทางด้านการแปล เช่น

1.ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม( history of the culture) รู้ลักษณะเฉพาะของแต่วัฒนธรรม มีความรู้ด้านภาษาถิ่น (dialect)

2.ธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมและการเมืองของวัฒนธรรมนั้นๆ ( social and political institutions) การเหมารวม หากใช้ในทางที่ดีก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เพราะเป็นการให้ค่าคร่าวๆแต่ควรมีวิจารณญาณ นักแปลควรทราบไว้ เพราะถือว่าเป็นความรู้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเชื่อเสียทั้งหมด อย่าคิดว่าที่รู้นั้นจะเป็นความจริง ควรมองภาพย่อยเพื่อให้มีความสมดุล(balance) ด้วย

3. ประเภทของข้อความและคำศัพท์ ( message genre and accompanying vocabulary)

นักแปลต้องวิเคราะห์บทแปล ว่าเป็นงานแปลด้านใด รู้จักศัพท์เฉพาะทางเทคนิค (technical term) ต่างๆเช่น ศัพท์ทางการตลาด ศัพท์ทางด้านวรรณกรรม เป็นต้น

4. ความตั้งใจของผู้ส่งสาร (the intention of the sender and the translator)เช่น เสียดสี วิพากษ์วิจารณ์ ต้องตีความให้ถูกต้อง นอกจากนี้สิ่งที่นักแปลและล่ามควรมีคือ ความเคารพในงานหรือความคิดของบุคคลอื่น โดยไม่ใส่ความคิดหรือความรู้สึกของตัวเองในการถ่ายทอดสารและทำเสมือนว่าตนเป็นผู้ควบคุมกระบวนการสื่อสารแต่เพียงผู้เดียว และต้องศึกษาธรรมชาติหรือตัวตนของบริษัทผู้ว่าจ้างอย่างละเอียด ก่อนที่จะรับงานแต่ละชิ้น

 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.